“บอกกล่าว…กันลืม” #เปลวสีเงิน

เปลว สีเงิน

พรุ่งนี้แล้วนะ…..๒๑ ตุลา.

ที่เรานัดมาพบกันวันครบรอบปีที่ ๓๐ ของไทยโพสต์

กาแฟ ปาท่องโก๋ รอบเช้า…พร้อม

ข้าวปลาอาหารชนิด ๒๐ กว่าร้าน จากเที่ยง-ยันบ่าย…พร้อม

สบู่ “มาดามเฮง” สัญลักษณ์ประจำงานไทยโพสต์…พร้อม

ข้าวไรซ์เบอรี่ หนังสือนิทานอีสป ไทย-อังกฤษ และหนังสือ “เรียนทำทั้งชีวิต” โดยนุสนธิ์ จากครอบครัว “กิจพานิช” ….พร้อม

และ “บวร EM” น้ำจุลินทรีย์ไร้สารเคมีเจือปน ใช้ทำความสะอาด เป็นปุ๋ยต้นไม้ ที่เคยนำมาแจกทุกปี ก็…มาพร้อม!

เรียกว่า ทุกอย่างพร้อม…

รอแต่แฟนๆ ไทยโพสต์แค่นั้นแหละครับ

ท่านมาถึงไทยโพสต์ตอนตะวันเบิกฟ้า

“กาแฟ” ก็นี่เลย….

ทั้งอเมซอน ทั้งอินทนิล ทั้งกาแฟพันธุ์ไทย ทั้ง All Café

รับประกัน หอมมม… “เตะจมูก-ถูกคอ” คนไทยทุกยี่ห้อ

ผมลองมาแล้ว ไม่ต้องเติมน้ำตาล รับรอง..เริด!

เชิญท่าน “เปิดฟลอร์” กันได้ ไม่มีใครที่ท่านต้องเกรงใจหรอก

กาแฟอุ่นท้องดีแล้ว….

ใกล้เที่ยง ก็เลือกหาอาหาร ขนูกขนมเติมท้องได้เรื่อยไป

จนถึงบ่าย กินเท่าไหร่ ก็ “กินบ่เซี่ยง”!

สำหรับทุกท่านที่มา….

ขออย่างเดียว ถ้าจะนำ “กระเช้าดอกไม้” มามอบ

กราบขอเปลี่ยนเป็น “เงินสด” แทนเถอะนะครับ

ไม่ใช่เอามามอบให้ผม

หากแต่จะมีเจ้าหน้าที่ “มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า” และ “มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท”

มาตั้งโต๊ะคอยรับบริจาคเงินส่วนนั้นจากท่าน

เพื่อนำไปบำรุงเป็นขวัญและกำลังใจพี่น้องทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำหน้าที่พิทักษ์รักษาแผ่นดินตามชายแดน

และมานอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

อีกส่วนก็เพื่อการอนุรักษ์ “พระราชวังพญาไท” ให้ดำรงคงอยู่

ผมเชื่อว่า ยังมีคนอีกจำนวนมาก

ไม่เคยเข้าไปสัมผัสมรดกทางจิตรกรรมฝาผนังและภาพเขียนประดับภายใน “พระราชวังพญาไท” ซึ่งสวยงามและล้ำค่า

โดยมีลักษณะผสมผสานระหว่าง “ศิลปะตะวันตก” และ “ลวดลายไทย” กระจายอยู่ตามพระที่นั่งต่างๆ ที่สำคัญ เช่น

“พระที่นั่งเทวราชสภารมย์” (ท้องพระโรงเดิม)

ที่แห่งนี้….

รูปแบบศิลปะได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบไบเซ็นไทน์ (Byzantine) และสไตล์ อาร์ต นูโว (Art Nouveau)

ส่วนบริเวณฝาผนัง ตอนใกล้เพดาน และเพดาน

ประดับด้วยจิตรกรรมลายดอกไม้ที่อ่อนช้อย

รูปคน และลวดลายพรรณพฤกษา

ต้องบอกว่าสวยงาม “คลาสสิก” สุดๆ!

-พระที่นั่งพิมานจักรี

เป็นห้องพระบรรทมและห้องสรง

ภายในตกแต่งลวดลายเพดานด้วยจิตรกรรม

เขียนด้วยเทคนิค สีปูนแห้ง (Dry Fresco)

เป็นภาพเขียนเกี่ยวกับคัมภีร์ทางศาสนาพุทธ ซึ่งเขียนลงบนใบลาน

ยังมีตำหนักอื่นๆอีก ต้องบอกว่า ถ้าท่านได้เข้าไปชม

แหงนคอตั้งบ่า ตะลึงแลแต่ละลวดลายจิตรกรรม

ผ่านไปครึ่งวัน….โดยไม่รู้ตัว!

จิตกรรมฝาผนังและเพดานที่ “พระราชวังพญาไท” นี้

เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมผสมผสานที่หาชมได้ยาก

ท่านที่นิยมเสพศิลป์…..

ควรหาโอกาสไปชมให้ได้ “สักครั้งหนึ่งในชีวิต”!

ก็พรุ่งนี้แหละครับ เจ้าหน้าที่ทั้งมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎ และทั้งมูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท จะมาตั้งโต๊ะรับบริจาคที่นี่

สำรับท่านที่บริจาค

“คุณภาณุ อุทัยรัตน์” อดีตผู้ว่าฯ ปัตตานี อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อดีตเลขาฯ ศอ.บต.อดีต สว.

และในฐานะเป็น “อดีตผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช”

ผู้ริเริ่มนำเสนอ…..

“พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช” เป็นมรดกโลก

เมื่อ ๒๕ ก.ค.๖๙ ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” เป็นแหล่ง “มรดกโลก”

คุณภาณุในฐานะประธาน “มูลนิธิเราคนไทย” จึงได้จัดทำ

“สายรัดข้อมือหัวนะโม” ขึ้น ในวาระเฉลิมฉลอง

จัดพิธีพุทธาภิเษกเรียบร้อย

เมื่อวาน คุณภาณุนำมามอบให้ผมไว้ราวๆ ๕๐ชุด

ผมก็จะมอบ “สายรัดข้อมือหัวนะโม” ๑ เส้น

สบู่มาดามเฮง ๑ กล่อง

ข้าวไรซ์เบอรี่พร้อมหนังสือนิทานอีสปและเรียนทำทั้งชีวิต จากครอบครัว “กิจพานิช” ๑ ชุด

ให้กับท่านที่ร่วมบริจาคเงินเข้าโรงพยาบาลและมูลนิธิ

อ้อ…หวิดลืม

“คุณผ่องพรรณ-บางคล้า” ทั้งที่น้ำท่วมร้าน ยังไม่ลืมที่จะส่งผ้า “ไตรอาศัย” มามอบให้ ๑๐ ชุด

ท่านไหนจะบวช บอกได้เลยนะ ผมจะมอบผ้าไตรให้ จะได้ขออาศัยเกาะขึ้นสวรรค์ด้วย!

ไทยโพสต์ ๓๐ ปี คุณผ่องพรรณก็ส่งผ้าไตรอย่างดีมามอบให้เพื่อถวายพระ ปีละ ๑๐ ชุด รวมแล้วก็ราว ๆ ๓๐๐ ชุด

เท่าที่ผมเคยซื้อ แต่นานแล้วนะ ตกประมาณชุดละ ๑,๕๐๐ บาท ก็เท่ากับว่า คุณผ่องพรรณใช้เงินไปเพื่อการนี้แล้วประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ บาท!

ผมกราบอนุโมทนาบุญกับคุณผ่องพรรณในส่วนนี้ด้วย!

เดือนเมษายน ของทุกปี นั่นแหละครับ

ถึงได้ทำบุญทั้งที่สำนักงานและทั้งที่วัด

พระครั้งละ ๕ รูป สองครั้งก็ ๑๐ รูป ๑๐ ไตรพอดี!

๓๐ ปี นี่….จะว่าไป มันก็นานโขนะ

แรกๆ ตอนวันครบรอบปีที

ผมก็เห็นแฟนๆ “ขาประจำ” มากันพร้อมหน้า-พร้อมตาดี

บางราย ปีแรก มาขณะตั้งท้องก็มี

ปีรุ่งขึ้น ก็ยังมาในสภาพ “แบเบาะ”

จนวิ่งได้ แม่ของเขาก็ยังพามา

แต่ผ่านไป ๕ ปี ๑๐ ปี ๑๕ ปี ที่เคยเห็นหน้า มากินข้าวกันทุกปี ค่อยหายไปทีละราย-สองราย

ที่หายไป ส่วนหนึ่ง เฒ่าชะแร-แก่ชรา ไปไหน-มาไหน ไม่สดวก อีกส่วนหนึ่ง ก็ติดธุระการงาน หรือไม่ก็ย้ายถิ่นที่อยู่

ยิ่งพอผมย้ายจากคลองเตยมาอยู่ริมคลองประปา ถนนประชาชื่น ซอย ๔๖

แฟนประจำ “หายหน้า” ไป ๗๐-๘๐%!?

ก็คิดถึงนะ

ไม่รู้ชื่อหรอกว่าใครเป็นใคร แต่เห็นหน้าแล้วจำได้

ก็มานึกย้อน ๓๐ ปี…ตอนเจอกันแรกๆ

แต่ละคนอย่างต่ำ ก็ ๔๐-๕๐ ปี ขึ้น

แล้วบวกไปอีก ๓๐ ปี ถึงตอนนี้ แต่ละคน อายุก็ปาเข้าไปคนละ ๗๐-๘๐ ปีขึ้นไป

ทำให้ผมต้องเอา ๓๐ มาบวกกับอายุตัวผมเองด้วย

บวกแล้วก็ต้องร้อง “ไอ๊หย่า…อั๊วะไกล้ซี้เลี้ยว”!

ผมเอง ไปไหนยังยักแย่-ยักยัน ขึ้นบันไดสำนักงานที พรรคพวกต้องคอยดุนตูด

ก็เลยเข้าใจ ว่าที่ห่างหายกันไป

เพราะสังขารแต่ละคน ถูกตัวเลขมันปล้นเอาความแข็งแรงไป แล้วเอาความแข็งแอมาให้แทน!

“เจ็บป่วย” นี่ มันมี ๒ อย่างนะ

-ป่วยกาย กับ

-ป่วยใจ

ส่วนมาก เราเอา “กาย” กับ “ใจ” ไปผูกติดกัน

เวลาป่วย บางทีนิดหน่อย เลยกลายเป็น “ป่วยหนัก”

ที่ “หนัก” เพราะ “ใจ” มันป่วย!

ทุกวันนี้ หมอ “โรคจิต” จึงมีคนไข้ต่อคิวยาวเป็นหางว่าว

สมมติ พอปวดท้องบ่อยๆ เอาเลย…

สงสัยจะเป็นมะเร็งในกระเพาะหรือลำไส้มั้ง เพราะเอยอ่านเจอว่าอาการแบบนี้ ส่วนมากจะเป็นมะเร็ง

เอาละซี พอคิดว่าจะเป็นมะเร็ง “จิตตก” ทันที คิดฟุ้งซ่านไปใหญ่ ไปให้คีโม จะตายมั้ย เห็นว่า ให้คีโมตายแทบทุกราย

แล้วลูก-เมียจะทำยังไง ค่ารักษาคงแพง เงินเราก็ไม่มี โอ้ย..โอ้ย..ตายแน่ๆ!

คิดเอง-เออเอง จนหลงเข้าใจว่าตัวเป็นมะเร็งจริงๆ

จิตตก เครียด พอเครียด กระบวนการทำงานในร่างกายย้อนศรผิดปกติ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ กระเพาะ-ลำไส้เกร็ง

เรียกว่า “เครื่องรวน” ไปหมด!

จากอาการปวดท้องธรรมดาแต่แรก พอเอาใจไปผูกกับอาการทางกาย ใจก็พลอยป่วยตามไปด้วย

ป่วยธรรมดาไม่ว่า แต่ใจที่ฟุ้งซ่าน วิตกโน่น-นี่ไปเอง

ใจนั่นแหละ กลับป่วยหนักกว่ากาย

แล้วใจที่ป่วยหนัก

ก็เป็นตัวเร่งทำให้กายที่ปวดท้องธรรมดา กลายเป็นป่วยหนักตามอุปาทานไปจริงๆ

ฉะนั้น เราต้องมีสติ ร่างกายป่วย เป็นเรื่องของร่างกาย

ให้หมอรักษาไป

ส่วนใจ เราต้องรักษาเอง “ด้วยสติ”

อย่าปล่อยให้ใจป่วยด้วยฟุ้งซ่านไปร้อยแปด

แล้วที่ป่วยนั้น แค่รักษาตามอาการก็หาย

ลองสังเกตซี…ที่เรานอนคิดฟุ้งซ่าน คงเป็นโน่น-เป็นนี่แน่เลย

พอหมอตรวจ ไปเอกซเรย์ เข้าเครื่อง MRI หรือไปส่องกล้อง

แล้วหมอบอก “ไม่พบอะไรผิดปกติ”

เท่านั้นแหละ ที่ป่วยอยู่ หายทันที ๘๐-๙๐%

นอนนึกไป-นึกมา..อ้อ…วันก่อนไปกิน “จู๋งูเห่า” ดองเหล้ามานี่เอง ถึงได้ปวดท้อง!

เห็นมั้ย พอใจปล่อยกาย แล้วไปอยู่กับสติ กายก็ไม่รู้สึกป่วย

ส่วนใจแยกไปอยู่กับสติ

ใจก็แจ่มใส ไม่ป่วย คือไม่คิดฟุ้งซ่าน ไม่เครียด

ก็จำได้ทันที…ไปกินพิเรนทร์มานี่นา ท้องถึงได้ปวด!

ฉะนั้น พวกหนุ่มฉกรรจ์ วัย ๘๐ อัพ จำไว้

กาย-ส่วนกาย เป็นอะไร ก็เรื่องของกาย ไม่เกี่ยวกับใจ

ใจ-ส่วนใจ ไม่เกี่ยวกับกาย

เพราะใจมันเป็น “กล่องดำ” ชีวิตเรา ที่นำทางไปสู่อนาคต

ฉะนั้น เราต้องให้ใจคลอเคลียอยู่กับสติ

แจ่มใส-สดชื่น หัวเราะบ้าง ทะลึ่งบ้าง เลวพอหอมปาก-หอมคอบ้าง

ให้เป็นแบบนี้แล้วจะอยู่จนเบื่อ

เบื่อเพราะไม่เหลือเพื่อนฝูงให้ทะลึ่งตึงตังด้วย!

นี่เรียกว่า “คุยอู้” เหมือนมวยยก ๕ เต้นๆ วนๆ รอเสียงระฆัง

เอาเป็นว่า พรุ่งนี้มากันหน่อยเน้อ

อย่าปล่อยให้ผมเฉาตาย เพราะรอเก้อเชียว!

เปลว สีเงิน

๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๙

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Written By
More from plew
เกษตรพอเพียง “ที่สุข” ของประเทศ
ที่ว่า”หนัก”เพราะอะไร? เพราะเราแบกมันไว้ จึงหนัก แบกไว้บนบ่าบ้าง แบกไว้ในใจบ้าง สุมไว้บนหัวบ้าง ถ้ารู้จักวางมันลงซะบ้าง ที่ว่าหนัก……. ก็เบา! ดูอย่างนายกฯ ประยุทธ์เมื่อวานซิ พอวางปุ๊บ...
Read More
0 replies on ““บอกกล่าว…กันลืม” #เปลวสีเงิน”