ช่องทาง “ทวงแก้มลิง” #เปลวสีเงิน

เปลว สีเงิน

เป็นเรื่องแล้วมั้ยล่ะ….

“ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ” ที่รักของผม!

เขาถามกันแซ่ดนคราว่า….

“แก้มลิง” รับน้ำ ตามแนวพระราชดำริ “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร”

ในเขตพื้นที่กทม.โซนฝั่งตะวันออก

เช่นที่ “คลองสามวา, คันนายาว, สายไหม, มีนบุรี, บางกะปิ

มันหายไปไหน?

และจริงหรือไม่ ที่เขานินทากันว่า….

กลายเป็น “หมู่บ้านจัดสรร” ของเครือ “ขาใหญ่” ไปแล้ว   ?

“ยุคโบราณ” ต้องรอน้ำลด ตอถึงจะผุด

“แต่ยุค AI” ต้องให้น้ำท่วม ตอถึงจะผุด!?

ตอนนี้ ตอเลยผุด “ตำก้น” ท่านผู้ว่าฯ กทม. ดังฉึก!

เรื่องนี้ มันยอกย้อนซ่อนเงื่อน ….

ถ้าจะให้ผมเล่าเอง คงเละ

ฉะนั้น วันนี้ ผมจะรวบรวมเรื่องจากข่าวและจากโพสต์ของผู้รู้มาให้อ่าน แล้วทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันดีกว่า เนอะ

เริ่มจากข่าว News1 เขาว่าอย่างนี้

“นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” เปิดประเด็น “บึงรับน้ำคู้บอน” ขนาดประมาณ ๑๓๐ ไร่

ซึ่งเคยอยู่ในแผนรับน้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และมีศักยภาพรองรับน้ำประมาณ ๘๗๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร

โดยตั้งคำถามว่า….

“เหตุใดโครงการจึงหายไปจากผังเมืองใหม่ ทั้งที่เคยมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและเดินหน้ากระบวนการเกี่ยวกับการเวนคืนมาก่อน?”

“นายอรรถวิชช์” อธิบายว่า…

พื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อระบบ “แก้มลิงฝั่งตะวันออก” เพราะใช้รับน้ำ “ก่อนระบายออกจากพื้นที่”

แต่ต่อมา กลับพบว่า ที่ดินบางส่วน “ถูกนำไปจัดสรร” เพื่อพัฒนา “อสังหาริมทรัพย์”

จึงตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลที่พื้นที่ซึ่งเคยถูกวางไว้เป็นบึงรับน้ำเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น

“หากบึงรับน้ำคู้บอนไม่ถูกนำกลับมาอยู่ในระบบผังเมือง จะร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้ตรวจสอบ ว่า

เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการวางผังและการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว” นายอรรถวิชช์ระบุ

…………………………………..

ทีนี้ มาฟังผู้ได้ผลกระทบจากเรื่องนี้บ้าง ว่าเขาจะว่าอย่างไร

“Nuntapon Sutthipan”

ถ้าข้อเท็จจริงเป็นไปตามนี้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพวกเราชาวกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

ตอนแรกก็สงสัยอยู่ว่า…..

“ทำไมปีนี้น้ำถึงทะลักเข้าตัวบ้านได้ และน้ำก็ลดระดับช้ามากจนผิดสังเกตุ ที่แท้ก็เป็นเพราะเรื่องนี้นี่เอง”

“สำหรับใครที่กาเลือกคนนี้เข้ามาแล้วไม่อยากวิจารณ์ ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้เลือก เดี๋ยวผมวิจารณ์ให้เอง เจ็บใจจริงๆ เสียหายหมด”

#ชัชชาติสิทธิพันธุ์

ถึงแม้จะแก้ตัวว่าไม่ได้เซ็นยกเลิก แต่การที่ฝ่ายบริหารไม่อนุมัติเดินหน้าโครงการต่อ ไม่ตั้งงบประมาณเวนคืน

หรือปล่อยให้ร่างผังเมืองใหม่ ปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณนั้น

ให้เอกชนสามารถ “พัฒนาเป็นโครงการจัดสรรได้”

ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่

มันก็เท่ากับเป็นการปล่อยให้ “โครงการรับน้ำ” เหล่านี้หลุดลอยและหายไปในทางปฏิบัติ

จึงต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพวกเราในครั้งนี้

สำหรับในส่วนของภาครัฐบาล

ชัชชาติจะแก้ตัวว่าความเสียหายเกิดจากส่วนงานไหน สำนักงานไหน บุคคลใด  ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ให้ไปไล่บี้เอา.

………………………………………

ทีนี้ มาถึงประเด็นสำคัญจากท่านผู้เป็นกุญแจไขเรื่องนี้

ต้องอ่านด้วยกันทุกคนนะครับ

“ณัฏฐ์ มงคลนาวิน”

ผมเพิ่งได้รับข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ถือเป็น “ข่าวดี” ชิ้นสำคัญสำหรับคนกรุงเทพฯ ท่ามกลางวิกฤติน้ำท่วมและข้อถกเถียงเรื่องผังเมืองในเวลานี้ครับ!

หลายคนอาจเข้าใจว่าโครงการ“บึงรับน้ำสาธารณะฝั่งตะวันออก” ๖แห่ง

เช่น “บึงคู้บอน, บึงลำหม้อแตก, บึงคลองสามวา, บึงบางชัน” ได้ถูก “ยกเลิกถาวร” และกลายเป็นอดีตที่ “แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

แต่ในทางนิตินัยและกระบวนการผังเมือง

“ประตูยังไม่ปิดตาย….

และเรายังมีโอกาสดึงกลับมาได้จริง หากคนกรุงเทพฯ ร่วมมือกันส่งเสียงอย่างถูกที่ถูกเวลาครับ”

๑. เส้นตาย ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๙ คืออะไร?

ขณะนี้ ร่างข้อบัญญัติผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ กำลังอยู่ในขั้นตอน

“การรับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือกับประชาชน”

ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดการยื่นข้อเสนอแนะและข้อคัดค้านใน วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๙

ความหมายทางกฎหมาย:

นี่คือหน้าต่างบานสำคัญ ที่เปิดให้ประชาชน ภาคประชาสังคม และชุมชน มีสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ผังเมือง ในการยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ

เพื่อขอให้ กทม. “บรรจุแนวบึงรับน้ำและโครงข่ายผังน้ำ ๖  แห่ง กลับเข้าไปในผังเมืองรวมฉบับใหม่”

หากพ้น ๙ พ.ย.ไปโดยไม่มีการขยับ:

ร่างผังเมืองนี้ จะถูกนำเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการระดับชาติ

และประกาศ “บังคับใช้ตามกฎหมาย”

ซึ่งจะทำให้พื้นที่รับน้ำเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้ “หลุดลอยไป”จากสารบบ “การป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทพฯ” อย่างถาวร

๒.ความจริงหน้างาน:

ที่ดินยังไม่ตัน แต่ต้อง “ปรับแนว (Re-alignment)”

ข้อโต้แย้งที่ว่า “พื้นที่กลายเป็นบ้านจัดสรรไปแล้ว เวนคืนไม่ได้ เพราะงบประมาณสูงเกินไป”

ต้องแยกแยะด้วยความเป็นจริงทางกายภาพ:

จุดที่มีสิ่งปลูกสร้างขึ้นแล้ว (เช่น บางส่วนของบึงคู้บอน หรือลำหม้อแตก):

การไปเวนคืน ทุบบ้านเรือนประชาชน ย่อมไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่ กทม. มีทางเลือกทางวิศวกรรมในการ

“ปรับแนวเขต (Re-align)”

ขยับแนวแก้มลิงไปใช้พื้นที่แปลงว่างข้างเคียง

หรือดึงเอาที่ดินว่างส่วนที่เหลืออีกนับร้อยไร่มาพัฒนาต่อ

จุดที่เป็นทุ่งนาและที่ดินลุ่มต่ำว่างเปล่า (หนองจอก, คลองสามวา, มีนบุรี):

กายภาพจริงยังมีพื้นที่นาเปิดโล่งอยู่อีกนับพันไร่ ซึ่งมีราคาประเมินต่ำกว่าโซนไข่แดงอย่างมาก

หาก กทม.บรรจุแนวคุ้มครองไว้ในผังเมืองเสียตั้งแต่ตอนนี้ รัฐก็จะได้พื้นที่หน่วงน้ำธรรมชาติเพื่อตัดยอดน้ำหลาก (Peak Cut) ได้ตามเป้าหมาย

๓.ทำไมต้องบรรจุไว้ในผังเมือง?

การใส่ชื่อและแนวเขตแก้มลิงไว้ในผังเมืองไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องทุ่มงบหมื่นล้านไปเวนคืนพร้อมกันทันทีในวันพรุ่งนี้

แต่มีประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ ๓ ข้อสำคัญ:

ล็อกการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Zoning Protection):

ป้องกันไม่ให้เกิดการถมดินสร้างโครงการขนาดใหญ่ทับแนวทางน้ำหลาก โดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า

เปิดทางใช้เครื่องมือผังเมืองและภาษี:

เอื้อให้ กทม.ใช้มาตรการจูงใจ (FAR Bonus หรือลดหย่อนภาษีที่ดิน)ให้เอกชนแปลงใหญ่ ยอม “คงสภาพบึงน้ำ” ไว้ร่วมเป็นเครือข่ายหน่วงน้ำของเมือง

สงวนสิทธิ์ในการของบประมาณและเวนคืน:

หากไม่มีชื่ออยู่ในผังเมือง รัฐบาลและ กทม.จะไม่สามารถจัดสรรงบประมาณขนาดใหญ่

มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมในจุดเหล่านี้ได้เลย

๔.หลักฐานเชิงประจักษ์: เมื่อไร้ “แก้มลิงหลวง”

เขตเหล่านั้น จึงต้องแบกรับน้ำท่วมหนักที่สุด!

เมื่อนำพิกัดโครงการบึงรับน้ำสาธารณะ ๖ แห่งฝั่งตะวันออกที่ตกค้างและหลุดหายไปจากร่างผังเมือง มาทาบทับกับจุดน้ำท่วมจริง

จะเห็นความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ:

จุดที่ชุมชนกำลังจมน้ำและระบายน้ำอั้นจนวิกฤต

คือเขตเดียวกับจุดที่ควรจะมีบึงแก้มลิงคอยดักน้ำไว้ทั้งสิ้น!

เขตสายไหม (บึงลำหม้อแตก ๑๖๓ ไร่):

ออกแบบมาเพื่อตัดยอดน้ำหลากจากลำลูกกา ก่อนหลากเข้าคลองหกวาและคลองถนน

เมื่อไม่มีอ่างหน่วงน้ำต้นทาง

น้ำเหนือและน้ำฝน จึงเทเข้าสู่ระบบคลองโดยตรง

ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นคลองถนน ชุมชนเอื้ออาทรคลองถนน

และซอยย่อยในแขวงออเงิน ท่วมขังสูง ๑๕-๓๐ ซม.

เขตคันนายาว / รามอินทรา (บึงคู้บอน ๑๓๐ ไร่ จุ ๘.๗ แสน ลบ.ม.):

ออกแบบเพื่อหน่วงน้ำจาก “คลองคู้บอน”

ก่อนตัดเข้า “คลองแสนแสบ”

ปัจจุบันถนนรามอินทรา กม.๘ และซอยคู้บอน ๒๗ ประสบปัญหาน้ำท่วมขังผิวจราจร ๒๐-๔๐ ซม. เพราะคลองคู้บอนไม่มีที่พักน้ำรองรับ

เขตคลองสามวา (บึงคลองพระยาสุเรนทร์ ๒๙๓ ไร่ + บึงคลองสามวา ๑ และ ๒ รวม ๒๖๐ ไร่):

กลุ่มบึงรับน้ำใหญ่ที่สุด(รวมกว่า ๕๕๐ ไร่) ออกแบบเป็น “เขื่อนธรรมชาติหลังคันกั้นน้ำ” เพื่อซับน้ำทุ่ง

เมื่อไร้บึงทั้ง ๓ จุด

คลองสามวาและคลองพระยาสุเรนทร์จึงแบกรับน้ำเกินพิกัด เอ่อล้นตลิ่ง ท่วมชุมชนริมคลอง ๒๐-๓๐ ซม.

เขตมีนบุรี (บึงคลองบางชัน ๓๙ ไร่):

ออกแบบเพื่อพักน้ำหลากรอบโซนนิคมอุตสาหกรรมบางชันและพื้นที่ลุ่มต่ำมีนบุรี

เมื่อไม่มี “จุดพักคอย” น้ำจึงเอ่อท่วมถนนสุวินทวงศ์ ถนนหทัยราษฎร์ และชุมชนรอบสวนสยาม

จนสถานีสูบน้ำ ต้องเดินเครื่องตลอด ๒๔ ชั่วโมง

โดมิโนเอฟเฟกต์ถึง “แฟลตคลองจั่น – บางกะปิ”

ปรากฏการณ์นี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เขตชายขอบ แต่ส่งแรงกดดันต่อเนื่องมายังพื้นที่ลุ่มต่ำตอนล่างอย่างเขตบางกะปิ

ชุมชนรอบ “แฟลตคลองจั่น” ที่มีน้ำรอการระบายอยู่ราว ๓๐๐,๐๐๐ ลบ.ม. ต้องกลายเป็นพื้นที่รับเคราะห์

เพราะเมื่อ “แก้มลิงตอนบน” อย่างบึงคู้บอน (จุได้ถึง ๘๗๐,๐๐๐ ลบ.ม.เกือบ ๓ เท่าของน้ำท่วมคลองจั่น) หายไป

“น้ำทั้งหมด” จึงถูกบีบให้ทะลักลง “คลองแสนแสบ” จนล้นตลิ่ง “ปิดโอกาส” ไม่ให้น้ำรอบ “แฟลตคลองจั่น” ระบายออกได้

๕.ประชาชนทำอะไรได้บ้าง?

สิทธิในการปกป้องเมืองไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว ตาม พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒

ประชาชนที่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย (ผู้พักอาศัย, ผู้ประกอบการ หรือเจ้าของที่ดินใน กทม.) สามารถยื่นคำร้องคัดค้านและขอแก้ไขร่างผังเมืองรวมได้โดยตรง:

ข้อเสนอที่เราสามารถระบุในคำร้อง:

“ขอให้คงแนวเขตและบรรจุโครงการบึงรับน้ำสาธารณะ (แก้มลิง) ทั้ง ๖ แห่งฝั่งตะวันออก (เช่น บึงคู้บอน,บึงลำหม้อแตก, บึงคลองพระยาสุเรนทร์, บึงบางชัน, บึงคลองสามวา ๑-๒)

กลับเข้าสู่ร่าง “ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร”

และผังแสดงที่โล่ง/โครงข่ายทางระบายน้ำ หรือปรับแนวเขต (Re-align)ในพื้นที่ว่างข้างเคียง เพื่อคุ้มครองพื้นที่หน่วงน้ำของเมือง”

ช่องทางการยื่นคำร้อง (เลือกช่องทางที่สะดวก ก่อน ๙ พ.ย.)

ยื่นออนไลน์ (สะดวกที่สุด):https://bmaplanning.bangkok.go.th/login

เข้าเว็บไซต์ของโครงการวางผังเมืองรวม กทม. ที่ plan4bangkok.com หรือเว็บไซต์สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง webportal.bangkok.go.th/cpud

เลือกเมนู “แบบยื่นคำร้อง/หนังสือแสดงความคิดเห็นต่อร่างผังเมืองรวม กทม. (ปรับปรุงครั้งที่ 4)” กรอกข้อมูลและส่งเอกสารผ่านระบบ

ยื่นด้วยตนเอง:

ติดต่อที่ ฝ่ายปกครอง หรือฝ่ายโยธา ณ สำนักงานเขตทั้ง ๕๐ เขต ใกล้บ้านท่าน

หรือเดินทางไปยื่นโดยตรงที่ สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร (เลขที่ ๔๕ ถนนมิตรไมตรี แขวงดินแดง เขตดินแดง กทม.)

ส่งไปรษณีย์:

ทำหนังสือแสดงความคิดเห็น จ่าหน้าซองส่งถึง:

“สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร เลขที่ ๔๕ ถนนมิตรไมตรี แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐” (วงเล็บมุมซอง: แสดงความคิดเห็นต่อร่างผังเมืองรวม กทม.)

ภารกิจร่วมกันของคนกรุงเทพฯ ก่อนวันที่ ๙ พย.

ก่อนที่เส้นตายการรับฟังความคิดเห็นจะสิ้นสุดลง

ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะชาวฝั่งตะวันออก (สายไหม, คลองสามวา, มีนบุรี, หนองจอก, ลาดกระบัง, คันนายาว รวมถึงบางกะปิ)

ร่วมกันส่งเสียงและยื่นข้อเสนอแนะต่อสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กทม.

เพื่อทวงคืนแนวแก้มลิงและโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมกลับสู่ร่างผังเมืองฉบับใหม่

เพื่อความปลอดภัยของเมืองและลูกหลานในระยะยาวครับ

-ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม

๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

………………………………….

คุณชัชชาติคงต้องแจวเรือจ้างไปนอนจุกอยู่ข้างกอลำเจียก แล้วร้องเจี๊ยก..เจี๊ยก ซะแล้วละมั้ง?

เปลว สีเงิน

๒ ตุลาคม ๒๕๖๙

Written By
More from pp
อย่ากล้าๆ กลัวๆ – สันต์ สะตอแมน
ผสมโรง สันต์ สะตอแมน “ชมพู่” ท้องลูกคนที่ 3 แล้วจ้า!  เนี่ย..เผื่อใครยังไม่รู้ ก็จะได้ทราบ และ “ชมพู่” ที่ว่านี้...
Read More
0 replies on “ช่องทาง “ทวงแก้มลิง” #เปลวสีเงิน”