เปลว สีเงิน
คงมีแต่ประเทศไทยแห่งเดียวเท่านั้นมั้ง?
ที่นักเลือกตั้ง “เหมือนหมา”
อำนาจในฐานะรัฐบาล “เหมือนกระดูก”
วันๆ ก็จ้องโค่นล้มกัน เพื่อแย่งชิงกระดูก
โดยไม่สนว่า โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว
และบ้านเมืองตัวเองอยู่ในสภาพไหน?
แล้วเคยรู้มั้ยว่า….
ปัญหาที่เหมือนไฟลน ที่คนจากเลือกตั้ง ต้องช่วยกันแก้ก่อน “เอาแต่กัดกัน” ในขณะนี้ มันคืออะไร?
หรือว่า “หมา” ก็คือ “หมา”…
หามีสำนึกในหน้าที่ของคนที่ประชาชนเลือกเข้ามาไม่!
ขณะที่ไทย-เขมรประชุม UNCLOS ครั้งแรกที่สิงคโปร์
ทางชายแดนไทย ด้านอีสานใต้
“ทหารเขมร” ขุดคูเลต รุกล้ำเข้ามาในเขตไทย
ที่เนิน ๔๕๐ ช่องกระโดน ใกล้ช่องสะงำ ศรีสะเกษ
ทหารไทยบุกเผชิญหน้า พร้อมบอก
“ต้องกลบเดี๋ยวนี้”…..เขมรยังฮึดฮัด
“จะกลบหรือไม่กลบ” ทหารไทยสำทับ
กลบมั้ย…๑….!
จากที่ฮัดฮัด เห็นทหารไทยท่าจะไม่ใช่เพื่อนเล่น
ทหารเขมรก็ต้องยอมกลบ…แล้วถอยยยย!!!
เนี่ย….
ทหารไทยหวิดปะทะแบบประจัญบานกับทหารเขมร
พวกสวมเสื้อนอกคลุมขี้เรื้อนนั่นน่ะ สนใจบ้างมั้ย?
ทหารไทยลุยขี้เลนกรำฝน “เฝ้าแผ่นดิน”
ขณะที่นักเลือกตั้งนั่งห้องแอร์เห่าแย่งอำนาจกัน
มันทุเรศมั้ย….ฮึ?
แล้วเคยสนใจเรื่องอธิปไตยไทยที่เขมรมันลากเส้นย้วยเข้ามาที่เกาะกูดบ้างมั้ย ว่าตอนนี้ มันไปถึงไหนกันแล้ว?
ไม่เคยสนเลย….
ในลมหายใจมีแต่เรื่องจะล้มรัฐบาลด้วยเรื่องฮั้วสว.ท่าดียว!
นอกจากไม่สน ไม่รู้ซะด้วยมั้งว่า….
การประชุมครั้งแรกของ “คณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ” ในกระบวนการประนอมระหว่าง “ไทยกับเขมร” ภายใต้ “อนุสัญญา UNCLOS”
เขาเริ่มกันเมื่อไหร่ ที่ไหน และเขาว่าอะไรกันบ้าง?
เขาเริ่มกันมาตั้งแต่ ๑๔ กันยา.ที่สิงคโปร์
และนัดแรกจบไปแล้วเมื่อวาน (๑๖ กันยา.)
ท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ไปหลังขด-หลังแข็ง ปล้ำฟัดกับ “นายปรัก สุคน” รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศเขมร อยู่ ๓ วัน ๒ คืน
ครั้งต่อไป จะไปประชุมกันที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ น่าจะเป็นเดือนตุลา. ซึ่งต้องรอประธาน UNCLOS ประกาศอีกที
ส่วนผลการประชุมรอบแรกเป็นไงบ้างนั้น
ผมไม่ได้ไปฟังเอง ได้แต่อ่านตามข่าว
ก็จะเก็บที่เขาสรุปมาให้อ่านกัน พวกในสภาก็อ่านด้วยนะ
“ข่าว 31 วัน” เขาสรุปไว้ว่า…..
“เขตแดนยังไม่ขีดก็ขอดูดทรัพยากรก่อน
สีหศักดิ์ ซัด “ปรัก สุคน” กลางวงสิงคโปร์
ลากไส้ MOU 44 ล็อกเกาะกูดพ้นโต๊ะ”
เหตุการณ์ที่สิงคโปร์วันนี้
คณะกรรมาธิการประนอมไทย-กัมพูชาภายใต้อนุสัญญา UNCLOS เปิดวงหารือครั้งแรก
ฝ่ายไทยมี “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ นำทีม
ส่วนฝ่ายเขมร ส่ง “ปรัก สุคน” รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ มานั่งหัวโต๊ะ
งานนี้ ไม่ใช่แค่ประชุมธรรมดา
แต่คือ “เวทีที่ไทยเปิดไพ่ตอบโต้ทุกข้อกล่าวหาที่เขมรพร่ำบ่นในเวทีโลกมาตลอด”
“ปรัก สุคน” เปิดเกมด้วยการขอ “พัฒนาทรัพยากรร่วมกันชั่วคราว” ในอ่าวไทย
พร้อมอ้างอยากพาผู้พลัดถิ่นกว่า 20,000 คนกลับบ้าน
ฟังดูดี แต่ “สีหศักดิ์” สวนกลับทันควันว่า
“เขมรชอบสร้างภาพว่าตัวเองเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ แล้วโยนบาปให้ไทย
ทั้งที่ความจริงคือ เขมรเองที่จงใจปล่อยคลิปสนทนาผู้นำ ยิงจรวดใส่พลเรือนไทย และวางทุ่นระเบิด จนทหารไทยต้องเสียขา”
คำถามคือ…..
“การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน?”
ประโยคเดียวที่ปิดปากอีกฝ่ายได้ทั้งห้อง
ไฮไลต์อยู่ตรงที่สีหศักดิ์ “หักดิบ” ข้ออ้างเรื่อง MOU 44
ที่เขมรชอบยกมาอ้างว่า…..
“ไทยยกเลิก” จนต้องมาใช้กระบวนการประนอม
โดยชี้ว่า 25 ปีที่ผ่านมา ประชุมทางการกันได้แค่ 2 ครั้ง
แถมยืนยันว่า ไทยจะเจรจาบนฐาน UNCLOS เท่านั้น
เท่ากับล็อก “เกาะกูด” ออกจากโต๊ะเจรจาไปโดยปริยาย
ต้องจับตาว่าเขมรจะดิ้นต่อทางไหน
เพราะไพ่ “เหยื่อผู้ถูกกระทำ” ที่เคยใช้ได้ผลในเวทีนานาชาติ
วันนี้ ถูกไทย “ฉีกทิ้ง” กลางสิงคโปร์ไปเรียบร้อยแล้ว
ครับ….
นี่เป็นเนื้อหาสาระที่ “ข่าว 31วัน” เขาสรุป
ทีนี้ มาฟัง “คนกลาง” ที่ไปสังเกตการณ์พูดมั่ง
เขาให้คะแนนมวยคู่นี้ไว้ด้วย อ่านกันเลยนะครับ
……………………………….
THE STATES TIMES
การเจรจาไทย–กัมพูชา เมื่อวานซืน
ถ้าให้ผมให้คะแนนทีมไทย
ผมให้ 9 เต็ม 10 ครับ ไม่แน่ใจคนอื่นให้เท่าไรกันบ้าง?
โดยเฉพาะ รมต. “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว”
ที่พูดนิ่ม สุภาพ แทบไม่มีคำขู่ ไม่มีการทุบโต๊ะ
แต่ถ้าอ่านสิ่งที่ไทยวางลงบนโต๊ะจริงๆ
จะพบว่า เนื้อหาเรานั้น “โคตรแข็ง”
ผมลองไล่อ่านทั้ง Reuters, AP, The Diplomat, Anadolu, Bernama รวมถึงข่าวที่กระจายต่อ
ใน ABC News และ The Independent
ภาพที่ออกมาค่อนข้างตรงกันว่า…..
สองฝ่ายเข้าห้องเดียวกัน แต่ไม่ได้วางเกมเหมือนกัน
Reuters รายงานว่า
“กัมพูชาต้องการข้อตกลงเขตแดนทางทะเล”
แต่เปิดทางไว้ว่า…..
“หากตกลงเส้นไม่ได้ ก็พร้อมพิจารณา joint development
และแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกัน”
ส่วนไทยบอกว่า….
“มาคุยเรื่องเส้นเขตแดนทางทะเลกันก่อน”
และรมต.สีหศักดิ์ “ขีดเส้นแดง” อีกเส้นไว้ชัดมากว่า
อธิปไตยเหนือเกาะกูด “ไม่ได้อยู่บนโต๊ะนี้”
Anadolu ถึงกับวางภาพสองฝ่ายไว้ในพาดหัวว่า
กัมพูชาต้องการ maritime boundary pact (ข้อตกลงปักปันเขตแดนทางทะเล-เปลว)
ขณะที่ไทยยืนยันว่า จะปกป้อง sovereignty และ maritime rights (ปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเล-เปลว)
ที่ผมชอบคือ ไทยไม่ได้ปฏิเสธ UNCLOS
ไม่เดินหนีออกจากโต๊ะ และไม่ได้ประกาศว่าจะไม่เจรจา
ตรงกันข้าม ไทยบอกว่า
“พร้อมร่วมกระบวนการอย่างสร้างสรรค์
และหาทางออกอย่างสันติ”
ซึ่งนั่นแปลว่า “พร้อมคุย”
แต่ไม่ได้แปลว่า “ต้องรีบตกลง”
AP รายงานคำอธิบายของสีหศักดิ์ว่า
กรอบเดิมดำเนินมาถึง 25 ปี
แต่มีการประชุมอย่างเป็นทางการเพียงสองครั้ง
และแทบไม่มีความคืบหน้า
ไทยจึงต้องการเริ่มต้นใหม่
และก่อนหน้านี้ ก็เคยเสนอให้กลับมาเจรจาโดยตรง
ก่อนเข้าสู่ compulsory conciliation (กระบวนการประนอมภาคบังคับ-เปลว)
ตรงนี้ ทำให้ผมมองว่า
สิ่งที่ไทยกำลังถืออยู่ ไม่ใช่แค่ “ข้อกฎหมาย”
แต่คือ “เวลา”
เราอาจไม่ตั้งใจยื้อ 10 หรือ 20 ปี
หรือไม่สนใจทรัพยากรมหาศาลใต้ทะเล
เพราะ Reuters ระบุว่า
พื้นที่พิพาทประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร
อาจมีก๊าซเกือบ 12 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
และมีการประเมินมูลค่าทรัพยากรสูงถึง
ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์
ใครๆ ย่อมอยากได้ประโยชน์จากมัน
แต่คำถามสำคัญกว่า คือ….
“ใครจำเป็นต้องรีบใช้มันมากกว่ากัน?”
กัมพูชาเป็นฝ่ายนำเรื่องเข้าสู่ compulsory conciliation
ขณะที่ไทยเข้าร่วมโดยยังรักษากรอบของตัวเอง
และข้อเสนอแนะสุดท้ายของคณะกรรมาธิการ
ก็ “ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย”
นี่คือเหตุผลที่ผมให้คะแนน รมต.สีหศักดิ์ 9/10
ไม่ใช่เพราะไทย “ชนะ”
เพราะเกมนี้เพิ่งเริ่ม และยังไม่มีใครชนะอะไรทั้งนั้น
แต่เพราะเราแสดงให้เห็นว่า
ความสุภาพไม่จำเป็นต้องแปลว่าอ่อนแอ
และความแข็งกร้าวก็ไม่จำเป็นต้องแสดงด้วยความก้าวร้าว
เราพร้อมคุยครับ แต่เรื่องเขตแดนต้องชัด
“เกาะกูด” ไม่อยู่บนโต๊ะ
และไม่จำเป็นต้องรีบปิดดีล
ในการเจรจา….
“คนที่ได้เปรียบ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่พูดดังกว่า”
บางครั้งคือ “คนที่รอได้นานกว่า”
………………………………………….
ครับ….
THE STATES TIMES เขาเฉียบขาดจริงๆ
ไม่รู้ท่านใดเป็นผู้เขียนรายงานชิ้นนี้
แหลมยิ่งกว่าปลายเข็ม
แทงทะลุเข้าถึงแก่นของประเด็น
ต้องบอกว่า นับถือ..นับถือ!
ท่านสีหศักดิ์ ชัดเจนในแนวทาง “เส้นเขตแดนในทะเล”
ส่วนปรัก สุคน เหมือนคนหน้ามืด
แต่ถ่างขา อ้าซ่า เห็นมาจากรูทวารฮุนเซน
“ขอกูขุดเอาก๊าซ-น้ำมันขึ้นมาแบ่งกันก่อนได้มั้ย?”
ที่จริง…..
จะให้ท่านสีหศักดิ์ ๑๐/๑๐ ก็ไม่น่าเกลียดนะ!
เปลว สีเงิน
๑๗ กันยายน ๒๕๖๙
