เปลว สีเงิน
ที่มาเลย์ฯ เที่ยงวาน (๙ ก.ค.๖๙)
“นายกฯ อนุทิน” เป่าแซกโซโฟน
นายกฯ อันวาร์ คว้าไมค์
แล้ว ๒ นายกฯ ก็กอดคอกันร้องเพลง My Way ในงานเลี้ยงอาหารเที่ยง ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่กรุงเทพฯ
“พรก.กู้เงิน ๔ แสนล้าน” ที่ฝ่ายค้านยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ นั้น
“ศาลรัฐธรรมนูญ” มีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า…
“พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.๒๕๖๙ มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า
“เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ นำไปใช้ …
(๑)เพื่อช่วยเหลือ ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน”
“เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง”
“ศาลรัฐธรรมนูญ”มีมติโดยเสียงข้างมาก(๗ ต่อ ๒)วินิจฉัยว่า
“พระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้าง การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.๒๕๖๙ มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า
(๒) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้ พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่อง ดังกล่าว”
“เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง”
สรุป
“พรก.กู้เงิน ๔ แสนล้าน” ของรัฐบาล “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ”
ในส่วนแรก ด้วยมติเอกฉันท์
ในส่วนที่สอง ด้วยมติเสียงข้างมาก ๗:๒
๗ เสียง ข้างมาก มี….
นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล
๒ เสียง ข้างน้อย มี
นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต
ก็ต้องของแสดงความเสียใจต่อขบวนการ “ดับดาวรุ่ง” ด้วย!
ที่ “โค่นนายกฯอนุทิน” ไม่สำเร็จ!
เท่าที่ผมตามสังเกต…
ตั้งแต่นายอนุทินเข้ามาทำหน้าที่ “ผู้นำบริหาร” ประเทศ จะมีขบวนการหนึ่ง พยายามสร้างทิศทางนำ
ว่าตั้งแต่อนุทินเข้ามาบริหาร ด้วยระบอบสีน้ำเงินครอบงำประเทศ บ้านเมืองมีแต่ปัญหาเลวร้าย
คอร์รัปชันทุกเรื่อง ต่างชาติยึดครองแผ่นดิน ยาเสพติดระบาดล่าสุด เรื่องทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น
คือไม่ว่า ปัญหาสุมประเทศมาแต่ยุคไหน-สมัยไหน ทุกอย่างเหมารวมลงที่รัฐบาลอนุทินทั้งหมด!
นั่นแสดงว่า มีขบวนการหนึ่ง มองเห็นว่า ถ้าปล่อยให้นายกฯ อนุทินทำงานปฎิรูปประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านต่างประเทศ และด้านเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านได้สำเร็จไป
อนาคต จะมีพรรคหนึ่ง
นอกจากหมดโอกาสกลับมาใหญ่แล้ว
อาจหล่นไปเป็นพรรคอันดับ ๔ อันดับ ๕ ถ้าไม่พยายาม “เตะตัดขา” โพนทนาป้ายสี “นายกฯ อนุทิน” ในทุกเรื่อง
พวกสมุนที่มีหน้าที่ปั่นข่าว ก็ไม่ต่างสากกระเบือ ด่าเป็นเรื่องเดียว หลับหู-หลับตาคอมเมนต์อยู่เรื่องเดียว…เรื่องเขากระโดงล่ะ ไม่เห็นพูดถึงบ้างเลย
“เขากระโดง” ก็ไม่ต่าง “เขาบนหัว” พวกเมนต์ถาม
การรถไฟเขาฟ้องศาลไปหมดแล้ว จะต้องมาพูดอะไร รอศาลตัดสิน ศาลว่าอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น
ที่จริงเรื่องเขากระโดง ถูกหยิบมาพูดพร้อมกับเรื่อง “สนามกอล์ฟอัลไพน์”
แต่ขบวนการปั่นเงียบกริ๊บ
ไม่เมนต์ถามยิบๆ เหมือนที่ถามเรื่องเขากระโดงเลย?
ทีนี้ก็รู้กันแล้วว่า “ขบวนการดับดาวรุ่ง” ไม่ว่าอนุทินทำอะไรก็ผิดไปทุกเรื่องนั้น “มันคือใคร” ที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของขบวนการ?
พูดกันตามเนื้อผ้า ถ้าติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่า ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ยุคนี้
เราจะเห็น ชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในยุคไหน ที่ตื่นตัวทำงานในหน้าที่ ชนิดไม่ต้องมีผักชีโรยหน้า
ตอนนี้ เราจะห็นข่าวทุกวัน ตำรวจ ทหาร จับยาเสพติด ไม่จับแค่พวกรับจ้างขน มีการขยายผลตามจับถึงตัวการใหญ่
พวกต่างชาติ โดยเฉพาะจีนเทาแก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ ที่ตระเวณไปเช่าคอนโด เช่าบ้าน ก่ออาชญากรรมหลอกลวงเหยื่อ
“พล.ต.อ.สำราญ นวลมา” รองผบ.ตร. (ว่าที่ผบ.ตร.คนต่อไป) นำตำรวจสอบสวนกลาง บุกค้น-บุกจับ ไม่เว้นแต่ละวัน
ยังไม่รวมพวกต่างชาติที่ “หนีคดี” เข้ามากบดานในเมืองไทยและพวกที่เข้ามาอยู่จนหมดวีซ่า แล้วไม่ยอมกลับ “มากต่อมาก”
ตอนนี้ เจ้าหน้าที่ “ตรวจตรา-กวาดล้าง” ส่งตัวกลับกันวันละเป็นฝูง
ยิ่งพวกเข้ามาใช้ “นอมินีไทย” ทำธุรกิจ ซื้อ-ขายที่ดิน ไม่เพียงที่ภาคใต้ ทุกวันนี้ มีทั่วประเทศ ทั้งที่เหนือ อีสาน ตะวันออก
ไม่ต้องมาก ที่ชลบุรี แถวๆ พัทยา ศรีราชา เป็นเมืองจีนผสมญี่ปุ่น ผสมรัสเซีย-ยูเครน ไปหมดแล้ว
พอๆ กับที่ปาย ที่พะงัน ที่ภูเก็ต เป็นนานาชาติ ผสมอิสราเอล จนคนไทย กลายเป็น “คนประเภท ๒” ไปแล้ว!
ก็เห็น “พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ”เอาจริง-เอาจัง ไม่ใช่ถ่ายรูปเป็นข่าวแล้วกลับบ้านนอน
แต่ท่านไล่เบี้ยจาก “ไทย-นอมินี” ไปจนถึงพวกข้าราชการที่ “ออกเอกสาร” กันแบบยักคิ้ว-หลิ่วตา
เรียกว่าตอนนี้ ตรวจตรากันชนิด “กวาดล้างชำระแผ่นดิน”
ไทยเราตอนนี้ อย่างปี ๖๘ ล่าสุด
มีเด็กเกิดแค่ ๓ แสนกว่าคน!
ในขณะเดียวกัน พม่าหอบท้องมาคลอดในไทย บวกกับคนงานพม่าในไทยคลอดลูก รวมกันแล้ว มากกว่าคนไทยเกิด
ด้วยอัตราส่วน ใน ๒๐ ปี ข้างหน้า
ประเทศไทย จะเป็นประเทศ “ไทยร้อยพ่อ-พันแม่” คนไทยแท้จะลดน้อยและหดหายไปเรื่อยๆ เพราะคนรุ่นใหม่ “ไม่นิยมมีลูก”!
มีความเป็นไปได้ “ไทยพม่า”
จะเป็นคนส่วนใหญ่ของไทยประเทศ!!
แต่ในขณะเดียวกัน ธุรกิจการค้า เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งที่ดิน จะเป็นของ “ไทยจีน”!?
เพราะอะไรน่ะหรือ อ่านนี่ แล้วจะรู้เอง ไม่ใช่เพิ่งมีนะ มีนานแล้ว รู้กันนานแล้ว แต่ไม่มีรัฐบาลไหนสนใจแยแส เพิ่งมีรัฐบาลอนุทินนี้แหละ…สั่งให้เอาจริง
อ่านดูนะ แล้วค่อยคุยกัน
…………………………………..
๙ กรกฎาคม ๒๕๖๙ – พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
นำกำลังตำรวจนครบาล ร่วมกับนายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง
พร้อมเจ้าหน้าที่ DOPA N.I.C.E., สำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงาน ปปง.เปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร”
กวาดล้างขบวนการรับจ้างเป็น “พ่อไทยทิพย์” แจ้งเกิดเท็จให้บุตรของชาวต่างด้าว
การสืบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าว ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต
ใช้คนไทยเป็นบิดาในเอกสาร เพื่อให้ “เด็กต่างด้าว” ได้รับ “สัญชาติไทย” โดยอาศัยหลักสายเลือดและเกิดในราชอาณาจักร
ส่งผลให้เด็กได้รับสิทธิและสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ ทั้งด้านการศึกษา สวัสดิการสังคม
รวมถึง “สิทธิในการถือครองทรัพย์สิน” อันส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ!
ศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา ๔๐ ราย และหมายค้น ๔๒ จุด ประกอบด้วย น.ส.สุนีย์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ๑ ราย, น.ส.ศิริพร เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต ๑ ราย,
กลุ่มพ่อไทยทิพย์ ๑๗ ราย และมารดาชาวต่างด้าว ๑๖ ราย
“พล.ต.อ.สำราญ” กล่าวว่า
คดีนี้ สืบเนื่องจากการจับกุม “นายเฉิน ยินไล” สัญชาติจีน ผู้ต้องหาคดี “แก๊งสแกมเมอร์” ซึ่งใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินกว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเม.ย.๖๗
การสืบสวนขยายผล พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยง “นางสาวเป้าเจียว เฉิน” ภรรยา “นายเฉิน” ซึ่งมีบุตร ๓ คน และเด็กทั้ง ๓ คนได้รับสัญชาติไทย!
สืบสวนเชิงลึกของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ร่วมกับ “กรมการปกครอง”
พบมีการว่าจ้าง “ชายสัญชาติไทย” ให้จดทะเบียนสมรสกับ “นางสาวเป้าเจียว เฉิน” เพื่อสวมสิทธิเป็นบิดาของเด็ก
โดยมีการซื้อ “แพ็กเกจคลอด” จากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
มี “เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต” อำนวยความสะดวกในการ “รับแจ้งเกิด” เพื่อให้เด็กได้รับ “สัญชาติไทย” โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ผลการตรวจสอบพบว่า …..
“น.ส.สุนีย์” จนท.โรงพยาบาลเอกชน ทำหน้าที่เป็น “นายหน้า” ติดต่อกับกลุ่มชาวจีน
เพื่อนำ “หญิงชาวจีน” มาคลอดบุตรที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังย่านธนบุรี
มีค่าแพ็กเกจคลอด ครั้งละประมาณ ๗๐,๐๐๐ บาท ค่าดำเนินการของ น.ส.สุนีย์ อีกประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท สำหรับจัดเตรียมเอกสาร “รับรองการเกิด”
และเอกสารของบิดามารดา ก่อนนำไปแจ้งเกิด!
นอกจากนี้ ….
ยังมีการจัดหาคนไทยมา “จดทะเบียนสมรส” หรือรับรองตนเป็น “บิดาของเด็ก” โดยได้รับค่าจ้างรายละ ๒,๐๐๐ – ๑๕,๐๐๐ บาท
ขณะเดียวกันพบว่า “น.ส.ศิริพร” เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต มีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่า “รู้เห็นกับการกระทำ ดังกล่าว
จากการตรวจสอบ “ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร” ของกรมการปกครอง
พบรายการแจ้งเกิดระหว่าง “มารดาต่างด้าว” กับบิดา “สัญชาติไทย” ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทั้งสอง จำนวน ๖๒ คู่!
และยังพบ มีการแจ้งเกิดและ “ออกสูติบัตร” โดยมิชอบอย่างน้อย ๑๙ รายการ
เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี และเร่งขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
พล.ต.อ.สำราญ ให้ข้อมูลปฎิบัติการว่า
เป็นความร่วมมือระหว่าง “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” และ “กรมการปกครอง” เพื่อกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ
ที่อาศัยการทุจริต “ระบบทะเบียนราษฎร” อำพรางการจดทะเบียนสมรสและ “แจ้งเกิดเท็จ” เพื่อให้เด็กได้รับ “สัญชาติไทย” โดยมิชอบ
ขณะนี้ “กรมการปกครอง” ได้แจ้งให้นายทะเบียนที่เกี่ยวข้องดเพิกถอนรายการทางทะเบียนที่ทุจริต รวมถึงเพิกถอนสัญชาติไทยของเด็กที่ได้สัญชาติโดยมิชอบทั้งหมด
พร้อมส่งข้อมูลให้ “สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง” พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับชาวต่างด้าว
และเตรียมตั้ง คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง”เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างเคร่งครัด
…………………………………
น่ากลัวมั้ย!?
อนาคต “ประเทศไทย” จะไม่ใช่ของคนไทย จะคละเคล้า ทั้งฝรั่งยุโรป รัสเซีย ยูเครน อินเดีย อิสราเอล พม่า จีน ฯลฯ
และคนไทยเป็น “ชนส่วนน้อย”!
ไม่ได้พูดให้กลัว แต่พูดให้สำนึก
หนุ่ม-สาวเอ๋ย จง “ปั๊มลูก” ช่วยชาติ เสียแต่วันนี้
ก่อนที่มีชาติ แต่ไม่มีคนไทย
รัฐบาลก็แปลงกระทรวงพัฒนาฯ เป็น “โรงเลี้ยงเด็ก” รองรับโครงการ “ปั๊มเด็กไทย” เสียแต่วันนี้เถอะ!
เปลว สีเงิน
๑๐ กรกฏาคม ๒๕๖๙
