9 กรกฎาคม 2569 – นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางรจนา กัลป์ตินันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี กับพวกกรณีแบ่งจ้างงานโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายผิวจราจร เมื่อปีงบประมาณพ.ศ. 2549 งบประมาณ 43,221,000 บาท ออกเป็นรายโครงการ โครงการละไม่เกิน 2,000,000 บาทเพื่อหลีกเลี่ยงการจ้างด้วยวิธีประกวดราคา โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
โดยข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่าเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2548 – มกราคม 2549 นายเกรียง กัลป์ตินันท์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง สส.อุบลราชธานี และเป็นสามีของนางรจนา ได้สั่งการให้นายวีระ วสุธาดา ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี และเจ้าหน้าที่สำนักการช่างทำการสำรวจออกแบบและประมาณการราคาโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายผิวจราจรในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี เพื่อขอรับสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยให้ออกแบบถนนแต่ละสายแบ่งเป็นช่วง ๆ และให้ประมาณการราคาเป็นรายโครงการโครงการละ ไม่เกิน 2,000,000 บาท เพื่อให้อยู่ในหลักเกณฑ์การจัดจ้างโดยวิธีสอบราคา
นายสุรพงษ์ กล่าวว่าต่อมาปรากฏว่า นางรจนา ได้ลงนามอนุมัติแบบก่อสร้างแบ่งออกเป็น 26 โครงการรวมวงเงินงบประมาณ 43,221,000 บาท และได้แยกเสนอไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นออกเป็น 2 ครั้ง โดยแยกโครงการที่มีชื่อถนนเส้นเดียวกันออกเพื่อไม่เสนอไปพร้อมกัน โดยครั้งแรกนางรจนาเป็นผู้ลงนามหนังสือลงวันที่ 20 มกราคม 2549 เสนอจำนวน 11 โครงการ รวมเป็นเงิน 18,711,000 บาท
ส่วนครั้งที่ 2 นายพงษ์ศักดิ์ มูลสาร รองนายกเทศมนตรี รักษาราชการแทนนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี เป็นผู้ลงนามหนังสือลงวันที่ 30 มกราคม 2549 เสนอจำนวน 15 โครงการ รวมเป็นเงิน 24,510,000 บาท จากนั้นนายเกรียง ได้ติดต่อและประสานงานการจัดสรรเงินงบประมาณดังกล่าวกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และนายเกรียงยังได้เข้ามาแทรกแซงสั่งการงานราชการของเทศบาลนครอุบลราชธานีเป็นประจำ
ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2549 เทศบาลนครอุบลราชธานีได้รับหนังสือแจ้งจัดสรรงบประมาณครั้งแรก จำนวน 18 โครงการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 29,997,000 บาท ได้แก่ 1.ถนนสรรพสิทธิ์ (ช่วงถนนหลวง-ถนนบูรพาใน) วงเงิน 1,740,000 บาท 2.ถนนสรรพสิทธิ์ (ช่วงถนนจงกลนิธารณ์-ถนนผาแดง) วงเงิน 1,520,000 บาท 3.ถนนบูรพาใน (ช่วงถนนอุปลีสาน-ถนนสรรพสิทธิ์) วงเงิน 820,000 บาท 4. ถนนพลแพน (ช่วงถนนอุปลีสาน-ถนนสรรพสิทธิ์) วงเงิน1,570,000 บาท
5. ถนนอุปลีสาน (ช่วงถนนเทพโยธี-ถนนบูรพาใน) วงเงิน 1,820,000 บาท 6. ถนนสุริยาตร์ (ช่วงถนนชยางกูร-ถนนนครบาล) วงเงิน 1,950,000 บาท 7. ถนนเทพโยธี (ช่วงถนนพิชิตรังสรรค์-ถนนอุปลีสาน) วงเงิน 1,920,000 บาท 8. ถนนศรีณรงค์ (ช่วงถนนบูรพาใน-ถนนพลแพน) วงเงิน 1,560,000 บาท 9. ถนนนครบาล (ช่วงถนนพโลรังฤทธิ์-ถนนสรรพสิทธิ์) วงเงิน 1,540,000 บาท 10. ถนนพิชิตรังสรรค์ (ช่วงถนนอุปราช-ถนนหลวง) วงเงิน 1,780,000 บาท
11. ถนนเขื่อนธานี (ช่วงถนนเทพโยธี-ถนนบูรพาใน) วงเงิน 1,907,000 บาท 12. ถนนเทพโยธี (ช่วงถนนพรมราช-ถนนพิชิตรังสรรค์) วงเงิน 1,850,000 บาท 13. ถนนสรรพสิทธิ์ (ช่วงถนนผาแดง-ถนนหลวง) วงเงิน 1,930,000 บาท 14.ถนนสรรพสิทธิ์ (ช่วงถนนแจ้งสนิท-ถนนจงกลนิธารณ์) วงเงิน 1,290,000 บาท15. ถนนสุริยาตร์ (ช่วงถนนนครบาล-ถนนบูรพาใน) วงเงิน 1,600,000 บาท 16.ถนนเทพโยธี (ช่วงถนนอุปลีสาน-ทางเข้าสนามบินนานาชาติ) วงเงิน 1,920,000 บาท 17. ถนนนครบาล (ช่วงถนนสรรพสิทธิ์-ถนนอุปลีสาน) วงเงิน 1,440,000 บาท 18. ถนนพิชิตรังสรรค์ (ช่วงถนนเทพโยธี-ถนนบูรพาใน) วงเงิน 1,840,000 บาท
จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักการช่างได้เสนอบันทึกให้จัดจ้างโดยวิธีสอบราคา จำนวน 18 โครงการ ตามที่นายเกรียงสั่งการไว้ ปรากฏว่าผู้อำนวยการสำนักการช่างเห็นว่าโครงการในถนนสรรพสิทธิ์ถนนสุริยาตร์ ถนนเทพโยธี และถนนนครบาลเป็นการก่อสร้างในสายเดียวกัน เชื่อมต่อกันแต่แบ่งโครงการเป็นช่วง ๆ หากรวมงบประมาณในแต่ละโครงการ วงเงินเกิน 2 ล้านบาท ต้องจัดจ้างโดยวิธีประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่สามารถแบ่งจ้างเป็นรายโครงการได้จึงนำเรื่องไปปรึกษาปลัดเทศบาลนครอุบลราชธานี และผู้อำนวยการสำนักการคลังโดยปลัดเทศบาลนครอุบลราชธานีและผู้อำนวยการสำนักการคลังมีความเห็นเช่นเดียวกันว่าการก่อสร้างในถนนทั้ง 4 สายดังกล่าวหากจะแยกเป็นรายโครงการโดยวิธีสอบราคาจะเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้างซึ่งขัดต่อระเบียบและกฎหมาย
จากนั้นปลัดเทศบาลนครอุบลราชธานีและผู้อำนวยการสำนักการช่าง จึงได้ไปพบนายเกรียงเพื่อแจ้งให้ทราบว่าการจ้างโดยวิธีสอบราคาไม่สามารถทำได้เป็นการแบ่งจ้างที่ขัดต่อระเบียบ แต่นายเกรียง ไม่ยอมและสั่งให้จัดจ้างโดยวิธีสอบราคาทั้ง 18 โครงการต่อไป สำนักการช่างจึงได้เสนอบันทึกลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2549 จำนวน18 ฉบับถึงผู้อำนวยการสำนักงานการช่างเพื่อขออนุมัติจ้างทั้ง 18 โครงการและส่งให้งานพัสดุเพื่อดำเนินการจัดจ้างต่อไป
แต่ปลัดเทศบาลนครอุบลราชธานีและผู้อำนวยการสำนักการช่างยังคงยืนยันความเห็นเดิม เมื่อถึงที่สุดนายเกรียง จึงยอมและให้นำโครงการในถนนทั้ง 4 สายจำนวน11 โครงการได้แก่ โครงการลำดับที่ 1,2,6,7,9,12 -17 ไปจัดจ้างโดยวิธี ประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนอีก 7 โครงการ ได้แก่โครงการลำดับที่ 3-5,8,10-11และ 18 เจ้าหน้าที่พัสดุได้เสนอดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีสอบราคาซึ่งนายพงษ์ศักดิ์ อนุมัติให้ดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีสอบราคา 7 โครงการตามที่เสนอและเทศบาลนครอุบลราชธานีได้มีประกาศสอบราคาลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 รวม7 ฉบับ
ปรากฏว่าในขั้นตอนการส่งประกาศสอบราคาเผยแพร่ไปยังผู้มีอาชีพรับจ้างนั้น นายวีระ วสุธาดา ได้เป็นผู้คัดเลือกรายชื่อผู้มีอาชีพรับจ้างและแจ้งให้เจ้าหน้าที่พัสดุส่งไปยังผู้มีอาชีพรับจ้างจำนวน7 รายเท่านั้น ได้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลวรสิทธิ์ก่อสร้างห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลมนตรีก่อสร้างห้างหุ้นส่วนจำกัดกิจศิริวุฒิ ห้างหุ้นส่วนจำกัดรัตติกาก่อสร้างห้างหุ้นส่วนจำกัด สุภาภรณ์อุบลก่อสร้างห้างหุ้นส่วนจำกัดช่อโชคชัย และห้างหุ้นส่วนจำกัดพลสิทธิ์ก่อสร้าง
โดยพบว่าห้างทั้ง 7 ราย มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายเกรียง นางรจนา และนายกานต์ กัลป์ตินันท์ทั้งสิ้น จากนั้นนางสาวรัตติกา หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลมนตรีก่อสร้าง และเป็นบุตรสาวของนายกานต์ ทำหน้าที่ประสานกับเจ้าหน้าที่พัสดุและนางสาวรัตติกา จะเป็นผู้แจ้งว่าจะให้ห้างใดเข้าซื้อซองและแจ้งเรื่องเงินค่าซื้อซอง
ปรากฏว่าทั้ง 7 โครงการมีผู้ซื้อซอง 4 รายโดยกำหนดให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลมนตรีก่อสร้างเป็นห้างหลักที่จะเข้าซื้อซองส่วนใบเสนอราคาที่จะใช้ยื่นซองทั้ง 7โครงการ ปรากฏว่า มีกระดาษ (โพย) กำหนดรายชื่อห้างที่จะให้เข้าเป็นคู่สัญญาและจำนวนราคาที่จะให้เสนอราคาในแต่ละโครงการไว้แล้วนำมาให้เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำเอกสารใบเสนอราคา
โดยบางฉบับจะใช้เครื่องพิมพ์ดีดของฝ่ายพัสดุและทรัพย์สินเทศบาลนครอุบลราชธานีในการพิมพ์เอกสาร และบางฉบับจะให้เจ้าหน้าที่พัสดุเป็นผู้เขียนและห้างที่จะได้เข้าทำสัญญาจะระบุให้เสนอราคาต่ำกว่าราคากลาง หรือบางโครงการให้เสนอราคาสูงกว่าราคากลาง แต่ยินดีปรับลดราคาลงให้เท่ากับราคากลางและจัดทำใบเสนอราคาอีก 2 ห้างประกบเป็นคู่เทียบให้เสนอราคาสูงกว่าผู้ชนะการสอบราคาซึ่งสลับกันเป็นคู่ประกบหรือคู่เทียบในการเสนอราคา ทั้ง 7 โครงการ
เมื่อจัดทำเอกสารใบเสนอราคาและเอกสารประกอบการเสนอราคาของแต่ละห้างครบทั้ง 7 โครงการแล้วนางสาวรัตติกา จะเป็นผู้ประสานกับตัวแทนห้างต่างๆ นำซองสอบราคาไปลงลายมือชื่อ/ประทับตราห้าง แล้วนำซองมายื่นเสนอราคาพร้อมกันในวันสุดท้ายโดยทั้ง 7 โครงการ มีผู้ยื่นซองสอบราคา7 ราย โดยให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลมนตรีก่อสร้าง เป็นห้างหลักที่ต้องยื่นซองไว้ห้างแรกส่วนห้างอื่นๆ ให้ยื่นตามที่นายเกรียง และนายกานต์ ได้แบ่งงานไว้แล้ว
โดยรายชื่อผู้ยื่นซองเสนอราคาในแต่ละโครงการเป็นคู่ประกบหรือคู่เทียบ ประกอบด้วยห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลมนตรีก่อสร้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ช่อโชคชัยห้างหุ้นส่วนจำกัดสุภาภรณ์อุบลก่อสร้างห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลประเสริฐ และห้างหุ้นส่วนจำกัด สพลก่อสร้าง และผู้ชนะการสอบราคาและเข้าทำสัญญา ได้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลประเสริฐ (โครงการลำดับที่ 3และ 5) ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช่อโชคชัย (โครงการลำดับที่ 4 และ 11) ห้างหุ้นส่วนจำกัด สพลก่อสร้าง(โครงการลำดับที่ 8)ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลมนตรีก่อสร้าง (โครงการลำดับที่ 10)และห้างหุ้นส่วนจำกัด สุภาภรณ์อุบลก่อสร้าง(โครงการลำดับที่ 18)
จากนั้นนางรจนา ได้ทำสัญญาจ้างกับผู้รับจ้างทั้ง 7 โครงการต่อมาได้มีหนังสือแจ้งการจัดสรรงบประมาณให้แก่เทศบาลนครอุบลราชธานี เป็นครั้งที่ 2อีก 6 โครงการ ได้แก่ 1. ถนนพิชิตรังสรรค์ (ช่วงถนนชวาลานอก-ถนนจงกลนิธารณ์) วงเงิน 1,820,000บาท 2. ถนนสุริยาตร์ (ช่วงถนนแจ้งสนิท-ถนนชยางกูร) ด้านทิศเหนือ วงเงิน 1,560,000 บาท 3. ถนนอุปลีสาน (ช่วงถนนแจ้งสนิท-ถนนชยางกูร) ด้านทิศใต้ วงเงิน 1,250,000 บาท4. ถนนศรีณรงค์ (ช่วงถนนพลแพน-ถนนราชวงศ์) วงเงิน 1,650,000 บาท
5. ถนนศรีณรงค์ (ช่วงถนนพนม-ถนนอุปราช) ด้านทิศเหนือ วงเงิน 1,540,000 บาท 6. ถนนเขื่อนธานี (ช่วงถนนยุทธภัณฑ์-ถนนเทพโยธี) วงเงิน 1,710,000 บาท ส่วนโครงการถนนนครบาล (ช่วงถนนศรีณรงค์–ถนนพโลรังฤทธิ์) และถนนเขื่อนธานี (ช่วงถนนสุปัฏน์–ถนนอุปราช) ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2 ครั้ง รวม24 โครงการ
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 เจ้าหน้าที่พัสดุเสนอบันทึกขออนุมัติดำเนินการโดยวิธีสอบราคา จำนวน 6 โครงการ ซึ่งนายพงษ์ศักดิ์ อนุมัติให้จัดจ้างโดยวิธีสอบราคาตามประกาศเทศบาลนคร อุบลราชธานี ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 จำนวน 6 ฉบับทั้งนี้ ในขั้นตอนการส่งประกาศเผยแพร่การสอบราคา ขั้นตอนการซื้อซอง ขั้นตอนการจัดทำใบเสนอราคา และขั้นตอนการยื่นซองสอบราคานายเกรียง (พ้นจากตำแหน่ง สส.) เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24กุมภาพันธ์ 2549) นายกานต์ ขณะดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภากับพวก ยังคงมีพฤติการณ์การกระทำในลักษณะเดียวกันกับโครงการสอบราคาใน 7 โครงการแรกทั้งสิ้น
โดยรายชื่อผู้ซื้อซองในแต่ละโครงการเป็นคู่ประกบหรือคู่เทียบ ประกอบด้วยห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลมนตรีก่อสร้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ช่อโชคชัยห้างหุ้นส่วนจำกัด สุภาภรณ์อุบลก่อสร้างห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลประเสริฐห้างหุ้นส่วนจำกัด สพลก่อสร้างห้างหุ้นส่วนจำกัด เรืองวิทย์
และผู้ชนะการสอบราคาและเข้าทำสัญญา ได้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดช่อโชคชัย (โครงการลำดับที่ 1) ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลประเสริฐ (โครงการลำดับที่ 2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลมนตรีก่อสร้าง (โครงการลำดับที่ 3) ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุภาภรณ์อุบลก่อสร้าง(โครงการลำดับที่ 4) ห้างหุ้นส่วนจำกัด สพลก่อสร้าง (โครงการลำดับที่ 5) และห้างหุ้นส่วนจำกัด เรืองวิทย์ (โครงการลำดับที่ 6) จากนั้นนางรจนา กัลป์ตินันท์ นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานีลงนามอนุมัติให้จัดจ้างกับผู้รับจ้างทั้ง 6 โครงการ และนายพงษ์ศักดิ์ มูลสารรองนายกเทศมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานีได้ลงนามในสัญญาว่าจ้างกับผู้รับจ้างทั้ง 6 โครงการ
สำหรับการเบิกจ่ายเงิน 7 โครงการแรกได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับผู้รับจ้าง 6 โครงการ (โครงการลำดับที่ 3,4,5,10,11 และ18) โดยพบว่ามีการโอนเงินไปยังบุคคลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับนายเกรียง นางรจนา นายกานต์ และนางสาวรัตติกา กับพวก ทั้งสิ้น (โครงการลำดับที่ 8แจ้งยกเลิกสัญญาจ้างจึงไม่มีการอนุมัติเบิกจ่ายเงิน) ส่วนการเบิกจ่ายเงิน 6 โครงการหลัง ได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้ผู้รับจ้าง 4 โครงการ และพบว่ามีการโอนเงินไปยังบุคคลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับนายเกรียง นางรจนา นายกานต์ นางสาวรัตติกา กับพวก ทั้งสิ้นส่วนอีก 2 โครงการแจ้งยกเลิกสัญญาจ้าง จึงไม่มีการอนุมัติเบิกจ่ายเงิน
สำหรับการจัดจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction) โครงการลำดับที่ 1, 2, 6, 7, 9, 12, 13, 14, 15, 16 และ 17 รวม 11 โครงการ ตามประกาศเทศบาลนครอุบลราชธานี เลขที่14/2549 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2549 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่าได้กระทำความผิดทางอาญาแต่มีเจ้าหน้าที่เทศบาลนครอุบลราชธานีบางรายมีมูลความผิดวินัยไม่ร้ายแรง
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติ ดังนี้ 1.การกระทำของนางรจนา และนายพงษ์ศักดิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 91 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91และมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 73
2.การกระทำของนางสาวรัตติกา กัลป์ตินันท์ นายวีระ วสุธาดา ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลมนตรีก่อสร้าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลประเสริฐนายทิวาพร ดุลย์ชูประภาหุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วน จำกัด อุบลประเสริฐห้างหุ้นส่วนจำกัด สุภาภรณ์อุบลก่อสร้าง นางพัชรีรัตน์ ดีมาก หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุภาภรณ์อุบลก่อสร้าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด สพลก่อสร้าง นางอรุณี สำโรง หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สพลก่อสร้าง และนายธีรศักดิ์บุญจิรัฐติกาล หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เรืองวิทย์ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามฐานความผิดดังกล่าว
เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า 3.การกระทำของนายเกรียง ในขณะดำรงตำแหน่ง ส.ส.มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 13 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และภายหลังพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุนนางรจนากับพวก ตามฐานความผิดดังกล่าว
4.การกระทำของนายกานต์ กัลป์ตินันท์ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายก อบจ.อุบลราชธานี) ก่อนดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา มีมูลความผิด ทางอาญาฐานสนับสนุนนางรจนากับพวก ตามฐานความผิดดังกล่าว และในขณะดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 13 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91
5.การกระทำของเจ้าหน้าที่บางรายมีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดอุบลราชธานี เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ ลงวันที่ 16 มกราคม 2545
6.สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัด ช่อโชคชัย และห้างหุ้นส่วนจำกัด เรืองวิทย์มีสภาพห้างร้างและสิ้นสภาพนิติบุคคลห้างหุ้นส่วนจำกัดสุริยาขนส่งอุบล ได้แปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดจึงสิ้นสภาพนิติบุคคล ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบส่วนนิติบุคคลและผู้แทนนิติบุคคลรายอื่น ๆ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล เห็นควรให้ข้อกล่าวหาตกไป
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561มาตรา 76 มาตรา 91 (1)และ (2) มาตรา 98 และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป และให้แจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ.
