25 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นต่อกรณีการจับกุมและขยายผลขบวนการทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น โดยมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบราชการจากภายในอย่างจริงจัง พร้อมชี้ว่าการแก้ปัญหาภายในระบบราชการถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน
รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า การปฏิรูประบบราชการตามนโยบายของรัฐบาลจะเกิดผลได้จริง ต้องเริ่มจากการจัดการปัญหาภายในอย่างตรงจุด เนื่องจากระบบราชการเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติ และเป็นด่านหน้าที่ประชาชนใช้ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของรัฐ
ทั้งนี้ มองว่าการบริหารงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กำลังเริ่มต้นกระบวนการจัดระเบียบภายในระบบราชการผ่านการแก้ไขปัญหาในหลายมิติ ทั้งปัญหาความขัดแย้งภายในหน่วยงานราชการในพื้นที่ และการปราบปรามการทุจริตที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคม
สำหรับกรณีความขัดแย้งของข้าราชการในจังหวัดภูเก็ตนั้น รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารราชการแผ่นดินจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเอกภาพในการทำงาน โดยเฉพาะในจังหวัดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่มีบทบาทด้านการท่องเที่ยว การลงทุน และการสร้างรายได้ให้ประเทศ หากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน กรณีการจับกุมและขยายผลคดีทุจริตการสอบเข้าราชการส่วนท้องถิ่น ถือเป็นอีกประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากการสอบเข้าราชการเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการคัดเลือกบุคลากรเข้าสู่ระบบราชการ หากกระบวนการดังกล่าวขาดความโปร่งใส ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพของบุคลากร ความเป็นธรรมของผู้เข้าสอบ และความน่าเชื่อถือของระบบราชการโดยรวม
รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขยายผลคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เป็นสัญญาณที่สะท้อนความพยายามในการสร้างความโปร่งใสและทำความสะอาดระบบราชการจากภายใน โดยระบบราชการที่ดีต้องเริ่มต้นจากการคัดเลือกบุคลากรด้วยหลักความสามารถ ความสุจริต และความเป็นธรรม เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่มีความชอบธรรมและสามารถทำงานรับใช้ประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ
นอกจากนี้ ยังมองว่าปัญหาดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับการปฏิรูประบบราชการส่วนท้องถิ่น เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด และมีบทบาทสำคัญในการจัดบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน หากบุคลากรเข้าสู่ตำแหน่งด้วยกระบวนการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดหลักคุณธรรม จะส่งผลให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นในระยะยาว
รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในระบบราชการ และการปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้าราชการ เป็นสองประเด็นที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ เพราะประเด็นแรกคือการทำให้บุคลากรในระบบสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนประเด็นที่สองคือการทำให้ผู้ที่จะเข้าสู่ระบบราชการผ่านกระบวนการที่สุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม ซึ่งทั้งสองเรื่องถือเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิรูประบบราชการจากภายใน
พร้อมเสนอว่า รัฐบาลควรผลักดันการปฏิรูประบบราชการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การสร้างเอกภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน การยกระดับความโปร่งใสในการบริหารงานบุคคลภาครัฐ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลรวมถึง AI เข้ามาช่วยลดช่องโหว่ของการทุจริต ทั้งในกระบวนการสอบคัดเลือก การแต่งตั้ง การให้บริการประชาชน และการบริหารงบประมาณ
“การปฏิรูประบบราชการไม่ควรเป็นเพียงคำประกาศเชิงนโยบาย แต่ต้องเริ่มจากการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจริงภายในระบบราชการ หากรัฐบาลสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ประชาชนเห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านประสิทธิภาพการทำงาน ความโปร่งใส และคุณภาพการให้บริการของภาครัฐ ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ.
