ยามเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติโดยเฉพาะ “อุทกภัย” ชื่อหน่วยงานที่หลายคนคุ้นหูและภาพจำที่หลายคนคุ้นตา นั่นคือ “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ที่อยู่เคียงข้างและเป็นที่พึ่งของผู้ประสบภัยมายาวนานกว่า 30 ปี โดยมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย หรือที่ทุกคนคุ้นเคยในพระนามว่า “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” หรือ “พระองค์ภาฯ” ภาพของพระองค์ที่ทรงลงพื้นที่ประสบภัยพร้อมกับน้ำพระทัยที่หลั่งไหลดั่งสายธารแห่งพระเมตตานั้น ยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงดวงใจของพสกนิกรไทย ที่พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งพิงและเป็นที่พึ่งพาให้กับพวกเขาตราบจนทุกวันนี้
ภาพคุ้นชินของพสกนิกรไทยกับการที่พระองค์ภาฯ ทรงลงไปให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ที่ประสบภัยด้วยพระองค์เอง ยังคงเป็นภาพที่ประทับอยู่ในจิตใจ อันสัมผัสได้ถึงน้ำพระทัยที่ทรงมีอย่างเปี่ยมล้น เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ให้พ้นจากความทุกข์ยาก ทั้งภาพที่ทรงแจกถุงยังชีพด้วยพระองค์เอง ภาพทรงช่วยประกอบอาหารร่วมกับพระมารดา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ในโรงครัวพระราชทาน ภาพพระองค์ทรงดูแลผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด รวมถึงภาพแห่งความทรงจำอื่นอีกมากมาย อันสะท้อนถึงพระปณิธานอันแน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืน โดยการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างครบวงจร ทั้งการเฝ้าระวังก่อนเกิดภัย บรรเทาทุกข์ระหว่างเกิดภัย และการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย
“มูลนิธิฯ จะเป็นศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์และจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย (Center of Excellence in Flood Relief and Management) ในด้านสังคมและมนุษย์ มีการประสานงานกับภาคีเครือข่ายซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งด้านการป้องกัน เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด หรือมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกันการสูญเสีย ด้านการบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี และการฟื้นฟูให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย ให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตอย่างปกติได้อย่างยั่งยืน ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับหน่วยงานรัฐทุกหน่วยงาน บูรณาการ มุ่งขณะเข้าใจปัญหาแบบองค์รวม ดำเนินการตามเป้าหมายอันเดียวกัน เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาที่เกิดความยั่งยืนให้กับสังคม”
พระนโยบาย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย รวมไปถึงหลักการที่พระองค์ทรงพระราชทานเอาไว้ และเป็นที่ยึดถือปฏิบัติของมูลนิธิฯ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย นั่นคือ “เข้าก่อน ออกทีหลัง”
“มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และทีมเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสา ปฏิบัติการภัยพิบัติ พวกเรา เข้าก่อน ออกทีหลัง” นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการมูลนิธิฯ กล่าวไว้เมื่อครั้งเหตุการณ์มหาอุทกภัยจังหวัดเชียงราย ในปี 2567 ว่า “เพราะทันทีที่ได้รับข้อมูลจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติและแหล่งต่าง ๆ จะลงพื้นที่ และถ้า ณ จุดนั้นขาดอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการตอบโต้ภัยพิบัติและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก็จะแจ้งเข้ามายังมูลนิธิฯ การจัดหาอุปกรณ์สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว”
สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เป็นหนึ่งในโครงการที่พระองค์ภาฯ ทรงเล็งเห็นถึงการเตือนภัยก่อนที่จะเกิดเหตุ มีพระดำริให้มูลนิธิฯ ดำเนินการจัดตั้งเสาสถานีโทรมาตรอัตโนมัติขึ้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นต้นแรก ทำหน้าที่ตรวจวัดอากาศและปริมาณน้ำเพื่อการเฝ้าระวังและป้องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นและพัฒนาจนสามารถส่งผลแบบทันท่วงที และติดตั้งอีกหลายจุดทั่วประเทศไทยในเวลาต่อมา
“เมื่อน้ำจบแล้ว หลายหน่วยอาจออกจากพื้นที่กันไปแล้ว แต่มูลนิธิฯ ยังคงอยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่แค่คอยทำความสะอาด เพื่อส่งผู้ประสบภัยกลับเข้าบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่เรายังอยู่เพื่อเยียวยา และฟื้นฟูอาชีพให้ผู้ประสบภัยกลับมามีอาชีพ มีรายได้ สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างที่เคยเป็น และเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้มาจากพระวิสัยทัศน์ขององค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที” นายวีระศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายถึงพระวิสัยทัศน์ของพระองค์ภาฯ ที่เป็นหลักการในการทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนั้น
“การฟื้นฟูหลังน้ำลดก็มีความหมายอยู่เหมือนกัน เพราะน้ำท่วมทำความเสียหายให้อุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพ ผู้ต้องสร้างรายได้จากอุปกรณ์ต่าง ๆ … ทางมูลนิธิฯ ก็เลยจัดเงินทุน สิ่งของจำเป็นมาช่วยสนับสนุนให้ฟื้นคืนกลับสู่อาชีพต่าง ๆ และกลับคืนสู่ชีวิตปกติได้อย่างรวดเร็วที่สุด”
พระดำรัส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อครั้งเสด็จไปทรงเยี่ยมและพระราชทานสิ่งของแก่ผู้ประสบอุทกภัย หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ จ.อุบลราชธานี วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569 นับเป็นอีกหนึ่งวันแห่งความอาลัยอย่างหาที่สุดไม่ได้ เมื่อพระองค์ภาฯ เสด็จสู่แดนสรวง ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมายเพื่อคนไทย และทรงมีพระวิสัยทัศน์ในการมุ่งมั่นและพัฒนาที่ยังคงจารึกอยู่ในใจพสกนิกรชาวไทยอย่างไม่รู้ลืม อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ทรงเป็นเจ้าหญิงที่เป็นที่พึ่งพาของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง ทุกพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ทรงห่วงใยและปรารถนาเพื่อที่จะบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย อันจะเป็นแนวพระราชจริยวัตรหลักที่สภากาชาดไทยน้อมนำ มุ่งมั่น และสานต่อสืบไป
น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณตราบนิรันดร์ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและบุคลากรสภากาชาดไทย



