ดั่ง “กฎกรรมรังแก” #เปลวสีเงิน

เปลว สีเงิน

 “เพรงบุญ-เพรงกรรม แต่ปางบรรพ์”

วานนี้ (๑๒ มิ.ย.๖๙) มาบรรจบ “สำนักพระราชวัง” มีแถลงการณ์ ว่า

“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา”

“สิ้นพระชนม์”

ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ ๔๗

ข่าวนี้ แม้เตรียมใจรับแล้ว แต่กระนั้น ก็ยังมิวาย เมื่อพลันมีประกาศ ประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจปวงชน!

ทูลกระหม่อมเอ๋ย ทูลกระหม่อมแก้วของปวงไทย

พระองค์สว่างมา

แล้วพระองค์ก็ทรงสว่างไป

ขอพูดด้วยความรู้สึกจากใจว่า “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” นั้น เป็นประหนึ่ง “แก้วตา-ดวงใจ” ของประชาชนทั้งแผ่นดิน

ทุกคน รัก เอ็นดู เทิดทูน จะพูดว่า “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” คือ “สมบัติทางใจของปวงชน” ทั้งชาติ ก็หาผิดไม่

ก็แลเมื่อกิจทั้งหลายในฐานะ “ขัตติยราชนารี” อันพึงกระทำในโลกมนุษย์ ทรงกระทำสำเร็จแล้ว

“เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” ก็เสด็จคืนสู่ฟ้า

ทุกท่านคงทราบ….

“เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” นั้น ทรงดำรงชีวิตไม่ประมาท

ดังนั้น วัตรปฎิบัติอย่างหนึ่งของพระองค์คือ ทรงสมาทานศีล ปฎิบัติธรรม เจริญสมาธิ ภาวนา สม่ำเสมอ

และถึงกาลอันควร ก็ทรงบรรพชาเนกขัมมะด้วย

อย่างเมื่อ ๑๗ สิงหา.๖๒ เสด็จ ณ พระอุโบสถ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย อ.เมือง จ.ลำพูน โดยมี “พระอาจารย์อารยวังโส” เป็นประธาน

ทรงประกอบศาสนกิจ ทำวัตรเช้า และทรงอธิษฐานการบรรพชาเนกขัมมะ

เพจเฟซบุ๊ก “สถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติ” ผู้เผยแพร่พระฉายาลักษณ์การประกอบศาสนกิจครั้งนี้ แจ้งว่า

ได้รับอนุญาตจาก “วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย” ให้ส่งพระฉายาลักษณ์แก่คณะศิษย์ศรัทธา ได้ชื่นชมพระบารมี และร่วมอนุโมทนา

นอกจากนี้ เพจเฟซบุ๊ก น้อมจงรัก “สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินี” ยังเปิดเผยว่า

“เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” ทรงตั้งพระทัยมั่นในการปฏิบัติธรรม

เพื่อถวายพระพรพระมารดา “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ” ทรงหายจากพระอาการประชวร

ก็ด้วยความบริสุทธิ์ ซื่อ ใส บริสุทธิ์ ของเจ้าฟ้าองค์น้อยๆ พระองค์นี้

แม้รู้ แม้เข้าใจ ถึงการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

แต่การ “ดับไป” ของ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” ถึงรู้ ผมก็ยากข่มใจ

ยิ่งพลันภาพพระอิริยาบถต่างๆ ตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ผุดขึ้นในห้วงนึก

ยิ่งเห็นแววพระเนตรของ “เจ้าฟ้าพัชรกิตยาภา” ตอนเฝ้ามอง “ทูลกระหม่อมพ่อ” แต่ละครั้งด้วยแล้ว ขอบอกว่าเต็มตื้นในหัวอกยากจะอธิบาย

เพราะเป็นแววพระเนตรของลูกผู้ซื่อสัตย์-กตัญญู-กตเวที

ที่มองพ่อด้วยจงรัก เทิดทูน พร้อมกระทำทุกอย่างได้เพื่อพ่อและแม่ และเพื่อบรมราชจักรีวงศ์

เมื่อพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย บอกตรงๆ ว่า วาบหวิวในใจ และน้อยใจว่าทำไมฟ้าดินและกฎกรรมจึงรังแก “เจ้าฟ้า” ที่ข้าพเจ้าจงรักและภักดี

ขอเจ้าฟ้าน้อยๆ อันเป็นที่รักของปวงชน

จงสถิตในใจปวงประชาตราบนิรันดร์

ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

ข้าพระพุทธเจ้า….“เปลว สีเงิน”

…………………………………………

ครับ….

นี่ก็ ๒ ทุ่มพอดี ฝนทะลุฟ้า เดี๋ยวกระหน่ำหนัก เดี๋ยวเหมือนปลิดเม็ด-เด็ดทิ้ง สลับกันไป

ก็ต้องสาละวนกับการลากกะละมัง ถัง ไปรอน้ำฝน ที่รั่วทะลุหลังคาลงมา เป็นสำนักสื่อมหาเศรษฐี มันก็ยังงี้แหละครับ

บรรยากาศอย่างนี้ คุยอะไรก็ไม่น่าสนใจเท่าเรื่องที่ผมนำมาให้อ่านต่อจากนี้

…………………………………..

Visakha Bucha

#ตอนที่ 1

เสียงลมในป่าภูทอก

ยามรุ่งสางบนภูทอก หมอกสีเงินลอยต่ำปกคลุมยอดไม้

แสงแรกของวันยังไม่ทันแตะพื้นดิน

แต่เสียงระฆังเบาๆ จากศาลาก็ปลุกเหล่าศิษย์ให้ลืมตา

ทุกคนรู้ดีว่าเช้านี้…หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ จะออกมาให้โอวาท

ลมเช้าพัดใบไม้ไหวเป็นจังหวะ

เหมือนธรรมชาติทั้งป่าเงี่ยหูรอฟังคำของท่าน

หลวงปู่จวนเดินออกจากกุฏิอย่างสงบ

เท้าท่านเหยียบใบไม้แห้งเบาเหมือนนกแตะผิวน้ำ

ใบหน้าท่านสงบเย็นเหมือนผืนน้ำในฤดูหนาว

แต่แววตานั้น…ลึกจนเหมือนมองทะลุใจคนทั้งโลก

ศิษย์หลายรูปนั่งเรียงกันอยู่หน้าศาลา

ต่างรู้สึกเหมือนมีบางอย่าง “สำคัญ” กำลังจะเกิดขึ้น

หลวงปู่หยุดยืนมองป่าใหญ่

ก่อนกล่าวช้าๆ ด้วยเสียงที่หนักแน่นแต่ละมุน

“ธรรมะ…มันอยู่ในใจ

ไม่ใช่อยู่ในหนังสือ

ใครไม่เอาเข้ามาในตัว

ก็ไม่มีวันรู้รสของมัน”

คำของท่านเหมือนลมพัดผ่านใจศิษย์

บางรูปถึงกับสะดุ้ง เพราะรู้ว่าตนเองมัวแต่ฟัง

แต่ไม่เคยพิจารณาให้ถึงแก่น

ศิษย์รูปหนึ่งกราบเรียนด้วยความอาย

“หลวงปู่ครับ ผมฟังธรรมเยอะ แต่ใจยังฟุ้งซ่านอยู่เลยครับ”

หลวงปู่ยิ้มบางๆ

ยิ้มแบบคนที่เห็นความจริงของโลกมานานจนไม่หวั่นไหว

“ฟังธรรมเหมือนฟังเสียงลม

มันผ่านหูแล้วก็หาย

แต่ถ้าเอามาพิจารณา

มันจะกลายเป็นแสงสว่างในใจ”

ศิษย์ทั้งหลายเงียบกริบ

เพราะรู้ว่าท่านไม่ได้พูดให้จำ

แต่พูดให้ “ตื่น”

หลวงปู่จวนมองไปยังยอดไม้ที่ไหวตามแรงลม

แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ลึกจนเหมือนมาจากภายในป่า

“ธรรมะ…ต้องเอามาเทียบกับใจ

ดูว่าตอนนี้ใจเรามีโลภไหม

มีโกรธไหม

มีหลงไหม

เห็นมันเมื่อไร

นั่นแหละ…ธรรมะเกิดแล้ว”

เช้าวันนั้น

แม้เสียงนกจะร้อง

แม้ลมจะพัด

แต่ทุกอย่างดูเหมือนเงียบลง

เพื่อให้คำของหลวงปู่จวนซึมเข้าไปในใจศิษย์ทีละน้อย

และนี่…คือจุดเริ่มต้นของปัจฉิมโอวาท

ที่ท่านจะค่อยๆ ถ่ายทอด

ก่อนเดินทางครั้งสุดท้ายในชีวิต

#ตอนที่ 2

ยาที่ไม่กิน…รักษาโรคไม่ได้

รุ่งเช้าหลังจากโอวาทเรื่อง “เสียงลมในป่า”

ศิษย์ทั้งหลายยังคงซึมซับคำของหลวงปู่จวน

แต่ในใจลึกๆ ก็ยังมีความสงสัย

เพราะแม้จะฟังธรรมมามาก

แต่กิเลสก็ยังตามหลอกหลอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ก่อนที่หลวงปู่จะออกเดินทางไปกรุงเทพฯ

ท่านเรียกศิษย์ใกล้ชิดมานั่งล้อมรอบ

บรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของแต่ละคน

ทุกคนรู้สึกเหมือนท่านกำลังจะสอนสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต

หลวงปู่จวนมองหน้าศิษย์ทีละรูป

เหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงความทุกข์ที่แต่ละคนซ่อนอยู่

แล้วท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่เมตตา

“ธรรมะ…ต้องทำ

ไม่ใช่จำ

ไม่ใช่พูด

ไม่ใช่คิดเอาเอง”

คำนี้เหมือนค้อนหนักๆ ตีลงกลางใจศิษย์

เพราะหลายคนมัวแต่สะสมความรู้

แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติจริง

ศิษย์รูปหนึ่งกราบเรียนด้วยความอัดอั้น

“หลวงปู่ครับ ผมตั้งใจปฏิบัติ แต่ก็ยังแพ้กิเลสอยู่เรื่อยครับ”

หลวงปู่หัวเราะเบา ๆ

เสียงหัวเราะนั้นไม่ใช่เยาะ

แต่เป็นเสียงของคนที่เข้าใจโลกอย่างลึกซึ้ง

“มันก็ต้องแพ้ก่อนสิ

แพ้แล้วรู้ตัว

รู้แล้วแก้

แก้แล้วชนะ

มันเป็นอย่างนี้ทั้งโลก”

ศิษย์หลายรูปก้มหน้า

เพราะรู้ว่าตนเองแพ้กิเลสแล้วไม่เคย “รู้ตัว”

มัวแต่โทษสิ่งภายนอก

ไม่เคยมองกลับเข้ามาที่ใจ

หลวงปู่พูดต่อ

พร้อมยกตัวอย่างที่ทุกคนเข้าใจทันที

“ยามีอยู่เต็มบ้าน

แต่ไม่กิน

โรคมันก็ไม่หาย

ธรรมะก็เหมือนกัน

ต้องเอาไปใช้

เอาไปเผากิเลส

ไม่ใช่เอาไปอวดกัน”

คำนี้ทำให้ศิษย์หลายรูปน้ำตาซึม

เพราะรู้ว่าตนเองมัวแต่สะสมธรรมะไว้ในสมอง

แต่ไม่เคยเอามาใช้กับใจจริงๆ

หลวงปู่จวนมองไปที่ป่าใหญ่

เหมือนจะฝากคำสุดท้ายไว้กับธรรมชาติ

“ธรรมะ…ไม่ใช่ของสวยงาม

มันคือของร้อน

เอาไว้เผากิเลส

ใครไม่กล้าเผา

ก็ไม่พ้นทุกข์”

บรรยากาศในศาลาเงียบสนิท

แม้แต่เสียงลมก็เหมือนหยุดฟัง

ศิษย์ทุกคนรู้สึกได้ว่า

โอวาทครั้งนี้…ไม่ใช่ธรรมะทั่วไป

แต่เป็นคำสอนสุดท้ายก่อนที่หลวงปู่จะเดินทาง

และไม่มีใครรู้เลยว่า

นี่คือหนึ่งใน “ปัจฉิมโอวาท” ของท่าน

#ตอนที่ 3

ประตูสุดท้ายก่อนลาจาก

คืนก่อนหลวงปู่จวนจะออกเดินทางไปกรุงเทพฯ

ท้องฟ้าเหนือภูทอกเต็มไปด้วยดาวระยิบระยับ

ลมกลางคืนพัดเย็น แต่ใจศิษย์กลับร้อนรุ่ม

เพราะรู้สึกแปลก…เหมือนมีเงาแห่งการพลัดพรากลอยอยู่ในอากาศ

หลวงปู่จวนเดินออกมานั่งบนแคร่ไม้หน้ากุฏิ

แสงจันทร์ส่องให้เห็นใบหน้าท่านชัดเจน

สงบ…นิ่ง…และลึกจนเหมือนมองเห็นความจริงของโลกทั้งใบ

ศิษย์รูปหนึ่งกราบเรียนด้วยเสียงสั่น

“หลวงปู่ครับ ผมยังไม่เห็นธรรมเลยครับ

ปฏิบัติมานาน แต่ใจยังวุ่นวายอยู่เหมือนเดิม”

หลวงปู่มองศิษย์รูปนั้นอย่างเมตตา

ก่อนกล่าวช้า ๆ แต่ลึกจนแทงใจ

“อย่าไปหาธรรม

ให้หาตัวทุกข์

เห็นทุกข์เมื่อไร

ธรรมะก็อยู่ตรงนั้น”

คำนี้ทำให้ศิษย์หลายรูปน้ำตาคลอ

เพราะเพิ่งรู้ว่า…ที่ผ่านมา

ตนมัวแต่ “หาธรรม”

แต่ไม่เคยมอง “ทุกข์” ที่อยู่ในใจตนเองเลย

หลวงปู่พูดต่อด้วยเสียงที่เบา

แต่หนักแน่นเหมือนภูเขา

“ธรรมะมันไม่อยู่ไกล

มันอยู่ตรงที่ใจเราถูกกระทบ

โกรธเมื่อไร…ให้รู้

โลภเมื่อไร…ให้รู้

หลงเมื่อไร…ให้รู้

รู้แล้ววาง

วางแล้วพ้น”

ศิษย์ทุกคนเงียบกริบ

เพราะรู้ว่านี่ไม่ใช่คำสอนธรรมดา

แต่เป็น “ประตูสุดท้าย” ที่หลวงปู่เปิดให้ก่อนลาจากโลกนี้

หลวงปู่จวนมองท้องฟ้า

เหมือนกำลังพูดกับดาวทั้งหลาย

“อย่าประมาท

อย่าผัดวัน

อย่ารอให้แก่ รอให้เจ็บ รอให้ตาย

ค่อยคิดจะปฏิบัติ

มันไม่ทันหรอกโยม”

คำนี้…คือปัจฉิมโอวาทที่ศิษย์จำจนวันตาย

รุ่งเช้า

หลวงปู่ขึ้นเครื่องบิน

และเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น…

แต่คำของท่าน

ยังสว่างอยู่ในใจศิษย์

เหมือนแสงดาวที่ไม่เคยดับ

แม้ร่างท่านจะจากไป

แต่ธรรมะของท่านยังคงอยู่

เป็นประทีปนำทางผู้แสวงหาความพ้นทุกข์ตลอดกาล

………………………………………

อาทิตย์ที่  ๒๗ เม.ย.๒๓ เครื่องบินโดยสาร “บริษัทเดินอากาศไทย” บินจากอุดรฯ พบอุบัติเหตุตกที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

พระอริยสงฆ์ มรณภาพ ๕ รูป ในจำนวนนั้น มี…

“หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ” วัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก) อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ รวมอยู่ด้วย.

เปลว สีเงิน

๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

Line Open Chat *เพิ่มช่องทางการรับข่าวสาร จากเว็บไซต์ *อ่านคอลัมน์ เปลว สีเงิน ก่อนใคร *ส่งตรงถึงมือทุกคืน *เปิดกว้างเพื่อแฟนคอลัมน์พูดคุยแบบกันเอง ทุกเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ฯลฯ
Written By
More from plew
“รุ่นใหม่-รุ่นใหญ่=ชาติ” -เปลว สีเงิน
คลิกฟังบทความ…? เปลว สีเงิน อีก ๑๐ วันก็รู้แล้ว……… ว่าใครจะเป็นนายกฯ พรรคไหนจะเป็นแกนตั้งรัฐบาล? เห็นโพลเขาว่า “ม้าอุ๊งอิ๊ง” คอกเพื่อไทย ตั้งแต่เปิดซองสตาร์ท...
Read More
0 replies on “ดั่ง “กฎกรรมรังแก” #เปลวสีเงิน”