เปลว สีเงิน
“ขิงแก่ ย่อมเผ็ด” ฉันใด
“เฒ่าฮุน สองแฉก” ก็ ฉันนั้น!
วานซืน (๘ มิ.ย.๖๙) “เฒ่าสารพัดพิษ” ลงพื้นที่ชายแดน ไป ปราศรัยที่สวายเรียง บันเตียเมียนเจย ติดๆ กับชายแดนสระแก้ว
เล่นลิเกการเมือง……
“แหกตาชาวบ้านเขมร” แถมพ่นพิษใส่ไทยว่า…..
“ขออภัยประชาชนทั่วประเทศ ที่ในช่วงเป็นนายกรัฐมนตรีเคยเชื่อมั่นและไว้วางใจ “ผู้นำไทย” มากเกินไป
จึงไม่ได้จัดเตรียมแผน “ด้านกำลังทหาร” สำหรับการสู้รบ หรือ “ทำสงคราม” ไว้ล่วงหน้า
นำเงินไปใช้ในภาคสังคม สุขภาพ และการศึกษา แต่เมื่อปัญหาเกิดขึ้น อาวุธของเราจึงไม่เพียงพอ
กล่าวโดยสรุป “เราไม่คาดคิดว่าสงครามรุกรานจะลุกลามข้ามพรมแดน”
พ่นเมือกพิษแผล็บๆ แล้ว ก็เริ่ม “วางสนุกไทย” ด้วยชั้นเชิงเหนือชั้น สมความเป็นขิงแก่ ….โดยเฒ่าฮุนประกาศว่า
“ดินแดนที่ทหารไทยเข้ายึดครองอย่างผิดกฎหมายตอนนี้นั้นจะต้องถูกทวงคืน แต่การเรียกร้องนี้ มีเพียงสองวิธี คือ
วิธีแรก การใช้กำลังทหาร และ
วิธีที่สอง การเจรจาอย่างสันติ
เมื่อยิงมุกออกไปแล้ว ก็พ่นเมือกคุ้มกันตัวเอง ก่อนที่จะกล่าวต่อว่า
“กัมพูชาไม่ได้หมายความว่า ไม่สามารถทวงคืนดินแดนของตนได้ แต่หากเราโจมตีเพื่อทวงคืนก่อน
พวกเขาจะกล่าวหากัมพูชาว่า “ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง”
ดังนั้น กัมพูชาต้องอดทน เพื่อเจรจาอย่างสันติ
หากเราเลือกใช้ “เส้นทางทหาร” เพื่อทวงคืนดินแดนกัมพูชาที่ไทยรุกรานและยึดครอง
มันจะผลักดันให้เกิดการสู้รบต่อไป
แม้ว่าจะยึดคืนมาได้ ก็จะไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้
มันจะถูกโจมตีและโจมตีอีกครั้ง เหมือนกับกาซา อิสราเอล และประเทศอื่นๆ
ซึ่งก็จะกลายเป็นความขัดแย้งข้ามรุ่นอย่างแน่นอน”
ลีลาแบบนี้ ในแบบไทยเรียกว่า “สาริกาลิ้นทอง”
แต่ในแบบเขมรเขาเรียกว่า “สาริกาลิ้นสองแฉก”!
รีบออกตัวไว้ล่วงหน้าว่า “จะไม่เปิดก่อน” ด้วยกลัวละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
เจตนาให้โลกรับรู้ว่า…ถ้ามีอะไรตูมตามเกิดขึ้นระหว่างไทย-เขมรละก็ โปรดรับรู้ไว้เลยว่า “เขมรเปล่าเปิดก่อนนะ”!
พูดกันชัดๆ ก็คือ เฒ่าสารพัดพิษ มันประทับตราใส่ไทยไว้ล่วงหน้า ถ้ายกที่ ๓ ระเบิดเมื่อไหร่
ให้เข้าใจว่า ไม่ใช่เขา หากแต่เป็นเราที่ “เปิดก่อน”!
แต่ที่เป็นอยู่ขณะนี้ ลิ้นแฉกหนึ่งตวัดว่า “กลัวละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” แต่อีกแฉก แผล็บๆ ให้ลูกน้องกเฬวรากตามชายแดน “เล่นสงครามยั่วประสาท”
เจตนาให้ทหารไทย “สับไกตีน” ใส่ซักเปรี้ยง!
มันก็จะเข้าทางเขา โดยชี้หน้าฟ้องโลกว่า ไหมล่ะ…ไทยเป็นฝ่าย “ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” ก่อน!
ลีลาที่ลุกลี้-ลุกลนจนผิดสังเกตของไอ้เฒ่าสารพัดพิษครั้งนี้
มันส่อ “พิรุธ” ว่า….
กำลังมี “แผนลามก” อะไรซักอย่างกับไทย จึงออกมาพูดจา “สร้างความชอบธรรม” ให้ตัวเองล่วงหน้า
โดยป้ายสีว่า ไทยเป็นฝ่ายรุกรานเอาดินแดนเขมร ทั้งที่มันนั่นแหละ บุกรุกเข้ามายึดครองแผ่นดินไทย
ครั้นถูกถีบหัวออกไป
มันก็ยังหน้าด้านทึกทักว่าเป็นของมัน!?
เหี้ยสมเหี้ย ชนิดไม่มีตะกวดปน อย่างนั้นจริงๆ!
แล้วคิดว่าเขมรกำลังจะเล่นแผนไหนกับไทยเรา?
ก็เฒ่าฮุนมันบอกแล้วไง มี ๒ ทาง
ไม่รบ ก็เจรจา!
แต่ที่ออกมาลีลานี้ ก็แสดงว่า แผนของมันคือ “ยก ๓” มีแน่!!!
อะไรทำให้เชื่อไปทางนั้น?
ก็ไม่รู้ซี เห็นมีคนโพสต์ข่าวเดียวกันนี้หลายเจ้า ด้วยเนื้อหาเดียวกัน อ่านดูแล้ว มันบ่งทิศทาง “กระเดียดไปทางนั้น”
จะเอาที่คุณ “วาสนา นาน่วม” โพสต์ไว้ มาให้อ่านละกัน
…………………………………..
Wassana Nanuam
ดีลจีน-กัมพูชา
กับ ท่าเรือเรียม มีจริงหรือไม่!?
การส่ง รถถังจีน T59D จำนวน 40 คัน ให้กัมพูชาเพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้หน่วย BHQ หน่วยองครักษ์พิทักษ์ฮุนเซน กองกำลังส่วนตัวของ สมเด็จฮุนเซน
แต่เป้าหมาย คงไม่ใช่ไว้เพื่อป้องกันการถูกรัฐประหาร เพราะตระกูลฮุน ยังคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ
โดยมาถึง ท่าเรือ “สีหนุวิลล์” กำปงโสม
ตั้งแต่ 5 มิ.ย.2569 ขนขึ้นจากเรือ ขึ้นรถชานต่ำไป ยัง กองบัญชาการ BHQ เพื่อตรวจรับ ก่อนเตรียมพร้อมส่งไปชายแดน “ไทย-กัมพูชา”
โดยหน่วยความมั่นคงไทย เชื่อว่า จะส่งเข้าพื้นที่ตรงข้าม “ชายแดนอีสานใต้” กองทัพภาค 2 ของไทย มากกว่าไปทางด้าน ชายแดน จันทบุรี-ตราด
แต่ไม่มีรายงานยืนยัน ว่า เงื่อนไขการจัดซื้อ ว่าเป็นการซื้อผ่านความช่วยเหลือพิเศษ หรือเป็นดีลพิเศษหรือไม่?
เพราะมีกระแสข่าวสะพัดว่า อาจเชื่อมโยงกับ “ดีลจีนกับกัมพูชา” เนื่องจาก จีนเช่าใช้ “ท่าเรือเรียม” ในกัมพูชา 99 ปี
โดยจีนจะจ่ายเป็นอาวุธและยุทโธปกรณ์ต่างๆ สร้างเสริมความมั่นคงให้กองทัพกัมพูชา
ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการมอบ “เรือคอร์เวต” ให้กัมพูชา 2 ลำ ก่อนหน้านี้หรือไม่ รวมถึง อาวุธและกระสุน ที่กัมพูชาได้รับหลังการสู้รบรอบ 2 และทหารเขมรก็โพสต์โชว์ตลอด
โดยก่อนหน้านี้ …….
“ทางการจีน” เคยชี้แจงเรื่องการส่งอาวุธ กระสุน ให้กัมพูชา ว่า เป็น “สัญญาการจัดซื้อ” ตั้งแต่ก่อนการสู้รบ ตามสัญญาเดิม
แต่ตั้งแต่มีการสู้รบ จีนยืนยันว่า….
ไม่ได้ขายอาวุธให้ทั้งกัมพูชารวมถึงไทยด้วย (แต่ก็มีข่าวว่า กองทัพไทยก็ยังซื้ออาวุธต่างๆได้ ดังนั้น ฝ่ายกัมพูชา ก็เช่นกัน)
กัมพูชา มีรถถัง T59 ใช้อยู่แล้ว
ส่วนรถถัง T59 D นี้ เป็นรุ่นที่จีน มาพัฒนา โดยข้อมูลในระบบระบุว่า ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 มิลลิเมตร (รุ่น Type 83A หรือ Type 79) ที่สามารถยิงกระสุนเจาะเกราะ (APFSDS) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เกราะป้องกัน: ติดตั้งเกราะปฏิกิริยา (ERA: Explosive Reactive Armor) ที่บริเวณด้านหน้าและป้อมปืนเพื่อป้องกันกระสุนต่อต้านรถถัง
ระบบควบคุมการยิง: เพิ่มความแม่นยำด้วยระบบควบคุมการยิงที่ทันสมัย กล้องมองกลางคืน (Passive night vision) และกล้องเล็งด้วยแสงเลเซอร์
………………………………………….
คนมีของเล่นใหม่ มัน “คัน”!
รถถังใหม่แกะกล่องตั้ง ๔๐ คัน จะเอามาตั้งไว้ขูดหาหวย มันคงไม่ใช่
ต้องได้ยิง “ตูมตาม-เปรี้ยงปร้าง” มันถึงจะหายคัน!
ดูตามรูปการณ์ ทั้งฝ่ายเขมรและฝ่ายไทย เหมือนลูกศรที่น้าวสายตึงเขม็ง
แค่ใครเอานิ้วไปจิ้มเอว ไม่ว่าฝ่ายไหน ธนูจะหลุดจากแหล่งไปสู่เป้าทันที!
เรื่องนี้ เมื่อเผยแพร่เป็นข่าวออกไป ดูเหมือนทางจีนจะร้อนอก-ร้อนใจเป็นพิเศษ เมื่อวาน (๙ เม.ย.)
“ผู้ช่วยทูตทหารจีน” ประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าไปกระทรวงกลาโหม โดยไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า
จึงมีแต่ผู้แทนกระทรวงกลาโหมต้อนรับ เพราะ “รัฐมนตรีกลาโหม” เดินทางไปเวียดนามกับคณะนายกฯ
ทั้งสองฝ่ายพูดคุยหลายประเด็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านทหาร “ผู้ช่วยทูตทหารจีน” ระบุถึงกรณี…
จีนส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา จำนวน ๓๙ คัน เป็นล็อตแรก จากทั้งหมดจำนวน ๙๓ คัน
ซึ่งกัมพูชาได้รับการช่วยเหลือจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามโครงการความร่วมมือทางทหารในทุกปี
สำหรับรถถัง T- 59D ที่จีนส่งมอบให้เขมรครั้งนี้ ปรับปรุงและพัฒนาขนาดปืนใหญ่รถถัง จากขนาด 100 มม. เป็นขนาด 105 มม.
และกล้องมองภาพความร้อน ทำให้สามารถมองเห็นเป้าหมายในเวลากลางคืน
และระบบป้องกันตัวของรถถัง เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคาม เช่น จรวดต่อต้านรถถัง หรือขีปนาวุธนำวิถี
ซึ่งผู้แทนกระทรวงกลาโหมไทย ได้รับทราบด้วยเข้าใจในเจตนาของจีน ตามความตกลงที่มีต่อกันระหว่าง “จีน-กัมพชา”
ครับ…
ก็เท่ากับคอนเฟิร์มว่า เรื่องเขมรได้รถถังใหม่จากจีน เป็นเรื่องจริง และไม่ใช่แค่ ๔๐ คัน แต่จะมากถึง ๙๓ คัน!
เพราะอย่างนี้นี่เอง….
“เฒ่าสารพัดพิษ” ถึงได้ “ยืดอกพกถุง” แล้วแบ่งกล้ามจะใช้กำลังทหารเอาดินแดนคืนจากไทย!?
นี่เดือนมิถุนา.๖๙ “พลเอกบุญสิน พาดกลาง” ท่านขอลาบวช
แต่เมื่อ ๒๔ มิถุนา.๗๕
“คณะราษฎร” ปฎิวัติ “ยึดอำนาจพระมหากษัตริย์” เปลี่ยนการปกครอง
จากระบอบ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” ประดุจ “พ่อปกครองลูก” ไปเป็นระบอบ “ประชาธิปไตย” ซึ่งประดุจ “อยู่ในแอ่งตีนฝรั่ง”
ก็ไม่น่าจะมีอะไร
และเย็นวาน นายกฯ อนุทินกับคณะก็เดินทางกลับจากเวียดนามถึงไทย แต่ฝั่งเขมรโพสต์ภาพ-ลงข่าว เกรียวกราว
ตอน นายกฯ อนุทินจับมือทักทายกับ นายกฯ ฮุนมาเนต
ก็เกิดคำถามขึ้นว่า “ได้คุยอะไรกันหรือเปล่า?”
นายกฯ อนุทินบอกว่า ก็ร่วมประชุม ASEAN Future Forum ด้วยกัน เมื่อพบปะกัน ก็ต้องจับมือทักทายกันตามมรรยาท
แต่ไม่มีการพูดคุยกัน “ส่องต่อสอง”
นักข่าวถามประเด็น เฒ่าฮุน “ทวงคืนแผ่นดิน” จากไทย ไม่ว่าจะด้วยการใช้กำลังทหารหรือจากการเจรจา ท่านนายกฯจะว่าไง?
“นายกฯอนุทิน” ลั่นเปรี้ยง….
“ผมขอยืนยัน ประเทศไทยไม่เคยไปรุกราน และไม่เคยไปรุกล้ำอธิปไตยของประเทศอื่นๆ
ประเทศไทยยืนอยู่บนจุดยืนที่ว่า “อธิปไตยของเรา…เราไม่ยอมให้ใครเข้ามาก้าวล่วง ลุกล้ำ
และสิ่งที่ประเทศไทยดำเนินการเพื่อปกป้อง-ป้องกัน เป็นสิ่งที่ชัดเจนมาก เพื่อปกป้องอธิปไตยของเรา เชื่อว่า ต้องคิดดี ๆ ถ้าจะมารุกล้ำ หรือใช้กำลังกับประเทศไทย ต้องคิดดี ๆ”
“อุ๊ย…ใช่ขู่รึเปล่าเนี่ย?” นักข่าวสัพยอก
นายกฯ กล่าวติดตลก “ผมไม่กล้าหรอกครับ”
กล้า..ไม่กล้า..ผมก็ไม่รู้
รู้แต่ว่า เดือนหน้า “๓๐ กรกฎา” วันเข้าพรรษา ครับผม!
เปลว สีเงิน
๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๙

