ศ.”จินตนาการในคอก” #เปลวสีเงิน

เปลว สีเงิน

ฮ่ะๆๆๆ ……

ผมเพิ่งรู้ว่า “ฮุนเซน” ชอบ “เป็ดขัน”!

ถึงขั้นโพสต์ด้วยข้อความทั้งภาษาเขมรและภาษาไทย ว่า

“ผมสนใจบทความโดย ศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ ผู้ชี่ยวชาญกิจการด้านอาเซียนและศึกษา

ประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ชื่อ >> Analysis on proposals:ประเทศไทย คุมเกม UNCLOS>>………”

ซึ่งบทวิเคราะห์ของ “นายอัครพงษ์” ที่ถูกใจฮุนเซนนั้น ศ.อัครพงษ์ เริ่มบทวิเคราะห์ ด้วยประโยคนำ ว่า…..

“ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่จินตนาการอยู่แต่ในคอก ไม่อ่านหนังสือ

ผมพูดเรื่องนี้มานับไม่ถ้วน กัมพูชาเขาทำตามสิ่งที่บัญญัติไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ

เราเป็นสังคมที่แค่ความรู้พื้นฐานเรื่องของกฎหมายทะเลยังไม่เข้าใจ แล้วมาโวยว่ากัมพูชาเดินเกมเร็ว ทำให้ไม่ทันตั้งตัว

ที่บอกว่าไม่ทันตั้งตัว เพราะไม่มีสติในการยึดมั่นในหลักการ

ในกรณีไทย-กัมพูชา….

เราแก้ปัญหาผิดจุดมาโดยตลอด ปัญหาเกิดขึ้นที่เขตแดนทางบก แต่มายกเลิกเขตแดนทางทะเล แปลว่าอะไร

แปลว่า ไม่เข้าใจเรื่องของมาตรฐานทางการเมืองระหว่างประเทศ เราเป็นสังคมที่จินตนาการเองฝ่ายเดียว เพราะคิดว่ากัมพูชาจะเดินตามเรา

ถือศักดิ์ศรีว่าเป็นประเทศใหญ่กว่า มีอำนาจต่อรองมากกว่า อยากทำอะไรก็ได้ ซึ่งผมคิดว่า เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องเรียนรู้

หลายคนบอกว่า เราไม่ทันเกมกัมพูชาหรือเปล่า

ไม่ใช่ว่าเราไม่ทันเกม

แต่เรายังไม่รู้ตัวเองเลยว่า กำลังทำอะไรอยู่

ทุกอย่าง ตรงไปตรงมา คือ ปัญหาเขตแดนทางบก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 มันคือปัญหาแค่ช่องบก

แต่สังคมไทยพูดลุกลามเรื่อยไป ไม่โฟกัสเป็นจุด…ฯลฯ….

ครับ…

ผมยกมาพอเป็นตัวอย่าง ถ้ายากอ้วกเพิ่มเติม หาอ่านฉบับเต็มได้ตามเว็บข่าว

สำหรับผม บอกตรง ก็เป็นคนในสังคมไทยคนหนึ่ง แต่แค่อ่านคำเกริ่นบทวิเคราะห์ท่าน ศ.อัครพงษ์

ก็เกิดอาการสับสนว่า ผมจัดอยู่ในประเภทพวก “จินตนาการอยู่แต่ในคอก”

หรือ ศ.อัครพงษ์นั่นแหละที่ “จินตนาการอยู่แต่ในคอกเขมร” แล้ววิเคราะห์!?

เพราะถ้าจินตนาการอยู่นอกคอก ศ.อัครพงษ์ จะต้องไม่วิเคราะห์สังคมไทยออกมาว่า…

“เราเป็นสังคมที่แค่ความรู้พื้นฐานเรื่องของกฎหมายทะเลยังไม่เข้าใจ แล้วมาโวยว่ากัมพูชาเดินเกมเร็ว ทำให้ไม่ทันตั้งตัว”!
ไทยให้สัตยาบันเข้าเป็น “ภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล” (UNCLOS) ตั้งแต่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔

คือ ๑๕ ปีมาแล้ว

ส่วนเขมร พอรู้ว่าไทยจะยกเลิก MOU 44 ก็ตาหู-ตาแหก

ไปให้สัตยาบันเข้าเป็น “ภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล” (UNCLOS) เมื่อ ๑๖ ม.ค.๖๙  คือเมื่อวานซืนนี้เอง

แล้วท่าน ศ.อัครพงษ์ มองจากมุมไหน ที่วิเคราะห์ว่า

“แค่ความรู้พื้นฐาน “เรื่องของกฎหมายทะเล” ไทยก็ยังไม่เข้าใจ แต่เขมรเข้าใจ!?”

อีกอย่าง ไทยไม่เคยโวยวายเลยว่า เขมรเดินเกมเร็ว ทำให้ไม่ทันตั้งตัว

ได้ยินแต่ท่าน นายกฯ อนุทิน และท่านสีหศักดิ์ รัฐมนตรีต่างประเทศบอกว่า

“๒๐ กว่าปีมาแล้ว MOU 44 ไม่เดินหน้าไปไหนเลย ไทยจึงยกเลิก เพื่อเรา “ไทย-เขมร” มานั่งคุยกันก่อน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน แล้วหาทางตกลงกันใหม่ดีกว่า

แต่ถ้าคุยกันแล้ว ยังตกลงกันไม่ได้ ค่อยไปสู่ขั้นตอนอื่นๆ ก็ยังไปได้”

แต่เขมร ไม่รู้ไปเชื่อไอ้พวกขนหินที่ไหน ไม่ยอมคุยกันก่อนพรวดเดียว ไปยื่นเข้ากระบวนการภาคบังคับใต้ UNCLOS เลย

แล้วสุดท้ายของขบวนการภาคบังคับ ไม่ว่าจะมีผลออกมาอย่างใด

“ไทย-เขมร” ก็ต้องมานั่งเจรจากันเอง ๒ ฝ่ายอยู่ดี

เพราะไม่มีศาลไหน ไม่มีกฎหมายไหน จะมาตัดสิน-ชี้ขาดในเรื่องนี้ให้ได้ นอกจากตกลงกันเอง!

และที่ว่า “ทำให้ไทยไม่ทันตั้งตัว” นั้น…

ไทยไม่มีความจำเป็นจะต้อง “ตั้งตัว-ตั้งตีน” อะไร กับที่เขมรยื่นเรื่องเข้าสู่ขบวนการประนอมภาคบังคับ

เพราะแค่เขมรอ้าปากยื่นประนอม

ไทยก็เห็นจากปากทะลุยันดากแล้วว่า เขมรจะตายอนาถเหมือนหมาวิ่งตัดหน้ารถ ถูกทับแป๊ดเดียว ก็ตายอนาถคาถนน!

ที่ว่าทันเกมหรือไม่ทันเกมนั้น ไม่ควรมาใช้กับไทย

โน่น…ควรไปถามเขมรเค้า

ไปยื่นประนอมภาคบังคับ ไทยก็ไป ไม่ไปเพราะถูกเขมรลากไป แต่ไปเพราะตัดรำคาญพวกลิ้น ๒ แฉกจะปั้นเรื่องลวงโลกให้ไทยต้องตามชี้แจงภายหลัง

ก็ตั้ง ๒ ผู้ประนอมฝ่ายไทย “ประกบ” ในโต๊ะเจรจามันไปซะเลย จะได้คอยตัดลิ้นที่จะตวัดเรื่องตลบตะแลงไปซะตั้งแต่ต้น!

อันที่จริง ถ้า ศ.อัครพงษ์ ไม่จินตนาการอยู่แต่ในคอกซะเอง การประนอมภาคบังคับ ใต้ UNCLOS นี้

จะจบยังไง และฝ่ายไหนจะต้องหงายท้องขี้ มันมีข้อบ่งชี้ชัดอยู่ใน UNCLOS แล้ว

อย่ากระนั้นเลย…

เมื่อ “ฮุนเซน” เพลิดเพลินกับเสียง “เป็ดขัน” ต่อจากนี้ ผมก็อยากให้ได้ฟังเสียง “ไก่ขัน” บ้าง เผื่อหู-ตาจะได้สว่าง

หรือไม่ อย่างน้อย ก็จะได้มีเวลาทำใจ “ก่อนตาย” ในประนอมภาคบังคับ!

ความจริง ประเด็นการประนอมภาคบังคับ ใต้ UNCLOS นี้ ทั้งรัฐบาล ทั้งนักวิชาการ ทั้งผู้ที่จินตนาการอยู่นอกคอกเช่นผม

เข้าใจ-สบายใจ เพราะรู้ว่า รัฐบาลและรมว.ต่างประเทศ มีตาหมากเหนือชั้นอยู่ในมือ!

สงสารก็แต่ นักวิชาการที่ “จินตนาการอยู่แต่ในคอก” เท่านั้นแหละ!

คนที่อธิบายเรื่องนี้ได้รวบรัด-ชัดเจน และเข้าใจได้ง่ายเท่าที่ผมอ่านพบจากหลายๆท่านตอนนี้ ขอยกให้

“รศ. ดร. ปิติ ศรีแสงนาม”

ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation)อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ และผอ.ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ จุฬาฯ

ท่านให้ความรู้เรื่องนี้ไว้ ดุจพลิกชามที่คว่ำให้หงายขึ้น

……………………………………

“รศ. ดร. ปิติ ศรีแสงนาม”

ยุทธศาสตร์สู้ศึกกัมพูชา UNCLOS: พิมพ์เขียวพลิกเกมเพื่อชัยชนะของประเทศไทย

เมื่อกัมพูชาส่งหมายแต่เพียงฝ่ายเดียวผ่านสหประชาชาติ สิ่งที่คนไทยหลายคนคิดคือ

“งั้นเราก็ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องไปร่วมประชุมกับเขาซะก็สิ้นเรื่อง”

ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ… คิดแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดครับ! เพราะกฎหมายของ UNCLOS เขียนไว้ชัดว่า

“หากฝ่ายหนึ่งเบี้ยวไม่ยอมมา คณะกรรมาธิการสามารถแต่งตั้งคนอื่นทำหน้าที่แทนฝ่ายไทย และเดินหน้าพิจารณาจนออกรายงานแนะนำฝ่ายเดียวได้”

ซึ่งถ้าถึงจุดนั้น ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลกทันที

(เหมือนเช่น กรณีที่ฟิลิปปินส์เคยนำประเด็นทะเลจีนใต้ขึ้นกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแต่เพียงฝ่ายเดียว

โดยที่จีนไม่เข้าร่วมกระบวนการ ในปี 2014

และเมื่อมีคำตัดสินในปี 2016 แม้จะไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่ในสายตาประชาคมโลก ฟิลิปปินส์ก็ได้แต้มต่อ)

ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของไทยไม่ใช่การ “หนี” แต่ คือการ “เดินหน้าเข้าชน” เพื่อล้มกระบวนการตั้งแต่ก้าวแรก โดยใช้แผน “ยุทธศาสตร์ 4 ขั้นตอน” ดังนี้ครับ:

ขั้นตอนที่ 1: ยื่น “คัดค้านอำนาจกรรมาธิการ” (Preliminary Objections)

เมื่อไทยไปปรากฏตัว สิ่งแรกที่เราต้องทำ ไม่ใช่การไปเถียงเรื่องน่านน้ำ แต่เป็นการยื่นเอกสารตบโต๊ะว่า

“พวกคุณ (คณะกรรมาธิการ) ไม่มีสิทธิ์มาพิจารณาเรื่องนี้ตั้งแต่แรก!”

โดยใช้ข้อสู้อันทรงพลัง 2 ข้อ ที่ซ่อนอยู่ในมาตรา 298:

สู้ด้วยเรื่องเกาะกูด (The Island Sovereignty Bar):

เราต้องชี้ให้กรรมาธิการดูแผนที่ว่า “เส้นอ้างสิทธิของกัมพูชา มันลากตัดผ่าเกาะกูด ซึ่งเป็นดินแดนของไทย”

ดังนั้น คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเขตแดนทางทะเลเฉยๆ แต่เป็นเรื่อง “ข้อพิพาทอธิปไตยเหนือเกาะ”

ซึ่งตามกฎหมายมาตรา 298 วรรค 1 (a) (i) ประโยคท้าย เขียนไว้ชัดเจนว่า

“ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเกาะหรือแผ่นดิน ให้ยกเว้นจากการไกล่เกลี่ยภาคบังคับทันที”

ข้อนี้เปรียบเหมือน “หมัดน็อค” ที่จะทำให้คณะกรรมาธิการต้องปิดแฟ้มคดีและยุติบทบาทลงทันที เพราะขัดต่อกฎของตัวเอง

สู้ด้วยเรื่องเวลา (Temporal Jurisdiction Bar):

เราต้องแย้งว่า ความขัดแย้งนี้ เกิดจากการลากเส้นของกัมพูชาในปี 1972 ซึ่งเกิดก่อนที่กฎหมาย UNCLOS 1982 จะคลอดออกมาเสียอีก

และตามมาตรา 298 วรรค 1 (a) (i) ระบุว่า

“กลไกนี้จะใช้ได้กับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ภายหลังจากที่อนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้เท่านั้น

เรื่องเก่ารุ่นคุณปู่ “ก่อนมีกฎหมาย” จึงไม่อยู่ในอำนาจของกรรมาธิการชุดนี้

ขั้นตอนที่ 2: แฉพฤติกรรม “ไร้ความสุจริต” (Bad Faith) ในเวทีโลก

ในกฎหมายสากล มีหลักการสำคัญที่เรียกว่า “หลักความสุจริต” (Good Faith) หมายความว่า ผู้ที่จะมาพึ่งพากฎหมายต้องทำตัวสะอาดและซื่อสัตย์

ไทยต้องแสดงหลักฐานให้คณะกรรมาธิการและชาวโลกเห็นว่า เส้นปี 1972 ของกัมพูชา “เป็นเส้นที่ลากขึ้นมาเอง” อย่างไม่มีหลักวิชาการ

เพื่อจงใจสร้างเรื่องขัดแย้ง(Manufactured Dispute) และการที่กัมพูชาเพิ่งมาสมัครเข้าภาคี UNCLOS ในปี 2026 แล้วรีบถอนข้อยกเว้นปุบปับ เพื่อจะฟ้องไทย

ถือเป็นพฤติกรรม…..

“เล็งผลเลิศเลือกใช้ช่องว่างกฎหมายเพื่อเอาเปรียบ” (Forum Shopping)ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของสหประชาชาติอย่างร้ายแรง

ขั้นตอนที่ 3: เปิดยุทธการ “สมุดปกขาว” ฉีกหน้ากัมพูชาผ่านสื่อโลก

นอกจากสู้ในห้องพิจารณาคดีแล้ว ประเทศไทยต้อง “เปิดเกมรุก” ทางสื่อสารมวลชนระดับโลก

จัดทำ “สมุดปกขาว” (White Paper) เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน

กระจายข้อมูลไปยัง สถานทูต สื่อมวลชน และมหาวิทยาลัยทั่วโลก

โดยใน “สมุดปกขาว” ต้องแสดงหลักฐานเด็ด 2 อย่าง:

ภาพหลักฐานจากสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 ที่บรรพบุรุษของกัมพูชา(ผ่านฝรั่งเศส)เคยเซ็นยอมรับเองว่า “เกาะกูดเป็นของไทย”

ภาพกราฟิกเปรียบเทียบทางเรขาคณิตที่แสดงให้เห็นว่า เส้นที่กัมพูชาลากขึ้นมานั้น มันบิดเบี้ยว

และน่าตลกขบขันเพียงใด เมื่อเทียบกับหลักสากล

การทำแบบนี้ เป็นการ ย้อนเกล็ด บดขยี้ ภาพลักษณ์ของกัมพูชา จากที่พยายามจะโชว์ตัวเป็นพระเอกผู้รักษากฎหมาย

ให้กลายเป็น “ประเทศที่ฉ้อฉล” ในสายตาของประชาคมโลกทันที

ขั้นตอนที่ 4: แสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในพื้นที่จริง (Effective Occupation)

ในขณะที่นักกฎหมายสู้กันด้วยกระดาษ ในพื้นที่จริงของอ่าวไทย

ประเทศไทยต้องทำตัวเป็นเจ้าของบ้านที่เข้มแข็ง

กองทัพเรือไทยและตำรวจน้ำต้องคงการลาดตระเวน ดูแลชาวประมง และบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่น่านน้ำของเราอย่างต่อเนื่องและสงบ (Continuous and Peaceful Display of Authority)

เพราะในกฎหมายระหว่างประเทศ

การเข้าไปบริหารจัดการและดูแลพื้นที่จริง อย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานที่แน่นหนาที่สุด ในการยืนยันสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่แท้จริง

…………………………………

“เสียงขัน” ที่ใช่ มันต้องเสียง “ไก่ขัน”

เสียง “เป็ดขัน-ลิงไข่” มันพวกแหกตางานภูเขาทอง

และจำไว้….ใครไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องกฎหมายทางทะเล

อย่า “ผายลมให้ฮุนเซนดม”!

เปลว สีเงิน

       ๙ มิถุนายน ๒๕๖๙

Line Open Chat *เพิ่มช่องทางการรับข่าวสาร จากเว็บไซต์ *อ่านคอลัมน์ เปลว สีเงิน ก่อนใคร *ส่งตรงถึงมือทุกคืน *เปิดกว้างเพื่อแฟนคอลัมน์พูดคุยแบบกันเอง ทุกเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ฯลฯ
Written By
More from plew
แต้มสู้ของ “แว่นคางส้ม” #เปลวสีเงิน
เปลว สีเงิน อาทิตย์ ๒๑ กรกฎา.นี้ก็ “เข้าพรรษา” แล้วนะ พรุ่งนี้ก็ “หยุดยาว ๓ วัน” บาป-ให้รัฐบาลเขาทำ...
Read More
0 replies on “ศ.”จินตนาการในคอก” #เปลวสีเงิน”