สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ร่วมกับ วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เดินหน้าสร้างพื้นที่การเรียนรู้ด้านหัตถศิลป์ร่วมสมัยผ่านโครงการ “BROKEN to BECOMING : Master X Next Generation” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน “ยางรักไทย” และงานเครื่องรัก ผ่านแนวคิดการเปลี่ยนความไม่สมบูรณ์และร่องรอยแห่งการแตกหักให้กลายเป็นคุณค่าใหม่ในบริบทหัตถศิลป์ร่วมสมัย โดยนำผลงานเซรามิกและเครื่องเคลือบที่เสียหายของครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรมของ SACIT ทั้ง 8 ราย มาต่อยอดผ่านกระบวนการ “Creative Restoration” หรือการซ่อมแซมเชิงสร้างสรรค์ ผ่านการใช้ยางรักไทยเชื่อมประสานทั้งวัสดุ เรื่องราว และภูมิปัญญา พร้อมเปิดพื้นที่ให้ครูช่าง ผู้เชี่ยวชาญ นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านการลงมือปฏิบัติจริง สะท้อนแนวคิด Sustainability through Craft ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า
ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มุ่งมั่นขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันงานหัตถศิลป์ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าภายใต้แนวคิด Sustainability through Craft รวมทั้งผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ ต่อยอด และสร้างเส้นทางสำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ด้านหัตถศิลป์ไทย ทั้งนี้ เพื่อสานเป้าหมายดังกล่าว ล่าสุดจึงได้ทำความร่วมมือกับวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ พัฒนาโครงการ “BROKEN to BECOMING : Master X Next Generation” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพลังของงานหัตถศิลป์ไทยที่ไม่ได้หยุดนิ่งเพียงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ยังสามารถต่อยอด สร้างสรรค์ และเชื่อมโยงกับบริบทโลกปัจจุบันได้ โดย “BROKEN to BECOMING” เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่จะผลักดันให้ผู้คนมองความไม่สมบูรณ์ในมิติใหม่ที่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องปกปิด แต่คือร่องรอยของประสบการณ์ เวลา และการเติบโต เพราะรอยแตกร้าวไม่ใช่จุดจบของคุณค่า แต่คือหลักฐานของการเดินทางและการเปลี่ยนผ่านที่สามารถสร้างความหมายใหม่ได้อีกครั้ง
“SACIT ยังคงมุ่งเน้นบทบาทนักปั้นหัตถศิลป์ไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งนำเอานวัตกรรมสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทย สำหรับโครงการดังกล่าว SACIT ได้เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ครูช่าง ผู้เชี่ยวชาญ คณาจารย์ นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมในอนาคต โดย SACIT มุ่งหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่มาร่วมสืบสานและต่อยอดศาสตร์งานรักไทยในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาในระดับต้นน้ำเพื่อสร้างระบบนิเวศใหม่ให้เติบโตอย่างมั่นคง ทั้งนี้ การส่งเสริมให้เกิดการใช้งาน “ยางรักไทย” ในเชิงร่วมสมัยมากขึ้น จะช่วยกระตุ้นให้เกิดดีมานด์และซัพพลายในตลาดอย่างสมดุล อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์องค์ความรู้ วัสดุธรรมชาติ และช่างฝีมือ ให้สามารถมีชีวิตและเติบโตเคียงคู่สังคมยุคปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน”
อาจารย์สนั่น รัตนะ ราชบัณฑิตและผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางรักไทยและนานาชาติ กล่าวว่า“ยางรัก ถือเป็นวัสดุสำคัญที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมของภูมิภาคเอเชียเข้าด้วยกัน โดยประเทศไทยมีแหล่งยางรักสำคัญหลายพื้นที่ ซึ่งแต่ละแห่งมีคุณสมบัติเฉพาะแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น “รักไชยา” ที่ให้สีดำสนิท เงางาม และยึดเกาะพื้นผิวได้ดี จนได้รับการยอมรับว่าเป็นยางรักคุณภาพสูงที่ใช้ในงานช่างชั้นครู “รักอุบล” ที่มีคุณสมบัติเหนียวและแข็งแรง หรือ “รักเชียงใหม่” ที่แม้ในอดีตจะถูกเรียกว่า “รักเลว” แต่ก็สะท้อนถึงความแตกต่างทางคุณสมบัติของวัสดุในแต่ละภูมิภาค มากกว่าการตัดสินคุณค่าของงานช่าง”
ด้าน ผศ.ศุภชัย เสริมสุขเจริญชัย อาจารย์ประจำสาขาหัตถศิลป์ไทย วิทยาลัยเพาะช่าง กล่าวว่า กระบวนการซ่อมแซมภายใต้โครงการ “BROKEN to BECOMING” มีเป้าหมายสำคัญในการนำสิ่งที่แตกสลายกลับมาสร้างสรรค์ใหม่ โดยเฉพาะชิ้นงานที่มีคุณค่าทางใจและคุณค่าทางวัฒนธรรม ผ่านแนวคิดของ “คินสึงิ” (Kintsugi: 金継ぎ) ศาสตร์การซ่อมแซมโบราณของญี่ปุ่นที่ใช้ยางรักเชื่อมภาชนะที่แตกหัก พร้อมเผยรอยแตกด้วยทองคำ แทนที่จะปกปิด เพื่อสะท้อนว่าความเสียหาย ประสบการณ์ และกาลเวลา ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความงดงามของชีวิต.







