วิธีคิด “ไทย-เวียดนาม” #เปลวสีเงิน

เปลว สีเงิน

ปีๆ สถาบันศึกษาไทยผลิตบัณฑิตออกมาเป็นแสนคน

ท่ามกลางเสียงบ่นว่า

“จบมาแล้วไม่มีงานทำ”!

ที่ว่าไม่มีงานทำนั้น เพราะไม่มีงานให้ทำจริงๆ หรือเพราะเลือกงานที่จะทำ ตรงนี้ ตอบได้ไม่ยาก

ในเวลาเดียวกัน ก็มีเสียงหยามในหมู่คนไทยกันเองที่มีเค้าเป็นจริงว่า

“อีกหน่อยเวียดนามก็โตแซงไทย”!!!

ผมได้ยินแบบนี้มาสิบกว่าปีแล้ว แรกๆ ก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งมีโอกาสไปเที่ยวเวียดนาม ๒-๓ ครั้ง เห็น “วิถีชีวิต-วิถีงาน” ของคนเวียดนามแล้ว ก็บอกตัวเองว่า

ในอนาคตอีก ๑๐-๒๐ ปี เวียดนามโตแซงไทยทุกด้านได้จริง รวมถึงคอร์รัปชันด้วย!

มาเมื่อวาน ได้อ่าน ๒ มุมชีวิต ระหว่างคนรุ่นใหม่ไทยกับคนรถรุ่นใหม่เวียดนาม มันเป็นภาพที่ตัดกันชนิด “ไม่ต้องคิด” ก็เข้าใจ

ผมจึงอยากนำ “มุมชีวิต” คนวัยทำงานเหมือนๆ กัน แต่กลับไม่เหมือนกันมาให้อ่านเพื่อ “ดูเขาแล้วย้อนดูเรา”

เริ่มจาก “วิธีคิด-วิถีงาน” ของคนไทยก่อน

…………………………………..

“ช่างแม่ม – มนุษย์เงินเดือน”

สองสามวันก่อน กรูนัดกินข้าวกับกลุ่มเพื่อน มีเพื่อนคนนึงออกจากงานมา เมื่อหกเดือนก่อน

ตอนออกมา คือได้เงินชดเชยมารวมๆ แล้วหกเดือน แถมยังได้เงินชดเชยจากประกันสังคมมาสมทบอีกก้อน

เรียกว่า “เงินสด” เต็มไม้เต็มมือ อุ่นใจจัดๆ

ช่วงสอง-สามเดือนแรก ยังชีวิตดีเหมือนสวรรค์บนดิน ใช้ชีวิตชิลๆ ไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปกินเหล้าสังสรรค์

ไม่ต้องสนใจไลน์กลุ่ม ไม่มีหัวหน้ามาคอยจิกหัวใช้ สบายใจสุดๆ

แต่พอมาถึงปัจจุบัน หกเดือนผ่านไป…..

ออร่าความชิลหายไป เหลือแค่ความเครียดที่เกาะกินจนหม่นหมอง ด้วยเหตุผลสั้นๆ ที่ว่า

เงินชดเชยก้อนนั้น กำลังจะหมดลงแล้ว!

พอเงินร่อยหรอ ความสยองก็วิ่งเข้าใส่ทันที

ตอนนี้ เครียดมาก เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า นั่งว่างๆ อยู่บ้านก็ดิ่ง สมัครงานไปห้าสิบ-หกสิบที่ ก็เงียบ ยังไม่มีที่ไหนตอบรับหรือตกลงรับเข้าทำงานเลย

จริงๆ แล้วก็มีที่นึงนะ แต่รายได้ลดลงเหลือแค่ประมาณหกสิบเปอร์เซ็นต์ของที่ทำงานล่าสุด

แถมยังเป็นสายงานเดิมที่โคตรเบื่อ และไม่อยากกลับไปทำแล้ว ตอนนี้เลยติดแหง็กอยู่ตรงกลาง

ระหว่างใจที่ไม่อยากกลับไปจุดเดิม กับเงินในกระเป๋าที่กำลังจะหมด!

นั่งคุยเสร็จ กรูก็มาตกผลึก ได้ข้อคิดเตือนใจตัวเองสามข้อ เลยอยากจะมาแชร์ให้ได้อ่านกัน

>>> อย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป การออกจากงาน มันมีฮันนีมูนพีเรียดของมันเอง

เหนื่อยมาหลายปีแล้ว จะพักผ่อน จะปล่อยตัวปล่อยใจ จะนอนตื่นสายชาร์จแบตตัวเอง ก็ทำไปเถอะ

แต่พักซักสองอาทิตย์ให้ร่างกายและจิตใจฟื้นฟูแล้วต้องเริ่มลุยต่อทันที วางแผนหาช่องทางทำมาหากินใหม่ หรืออัพเดทเรซูเม่เตรียมเอาไว้ให้พร้อม

ไม่ใช่ปล่อยจอยปล่อยไหล เที่ยวเล่นไปก่อน เงินชดเชยได้มาก็หมดได้ มารู้ตัวอีกทีตอนเงินเหลือน้อยแล้ว มันจะเครียดมากๆ

>>> ตอนทำงาน อาจจะมีกิเลสเยอะ ช้อปปิ้งบำบัดหรือกินดีอยู่ดีแก้เครียด แต่พอกลายเป็นคนว่างงาน ก็ต้องรีบดึงสติตัวเองกลับมาทันที

ค่าใช้จ่ายอะไรที่ไม่จำเป็นกับปากท้องก็พยายามลดลงให้ได้มากที่สุด เซฟเงินในกระเป๋าให้ใช้ชีวิตอยู่ได้นานที่สุด

รอวันที่การเงินกลับมาหมุนเวียน มีรายได้เสถียรเข้ามาใหม่ ถึงตอนนั้น จะไปเที่ยว ไปช้อปปิ้ง ก็ยังไม่สายเกินไป

>>> ทุกคนอยากได้งานที่ดีขึ้น เงินเดือนเยอะขึ้น หรือได้ทำในสิ่งที่ชอบ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ต้องมีเดดไลน์ให้ตัวเอง

ด้วยว่าจะเลือกงานได้ถึงเมื่อไหร่ ?

ถ้าเวลาล่วงเลยมาจนถึงจุดวิกฤตที่เงินใกล้จะหมดแล้วก็ต้องรับงานที่เข้ามาก่อนแบบไม่ต้องเลือกมาก ไม่เลือกงานไม่ยากจน

เพื่อให้มีกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้ามือมาประทังชีวิตก่อน จากนั้นพอรอดตายแล้วค่อยใช้เวลาในการหางานที่โอเคจริงๆ แล้วจะโยกย้ายอีกทีก็ยังได้

แต่อย่าปล่อยให้ตัวเองถังแตกเด็ดขาด

กรูเพิ่งว่างงานมาได้ไม่กี่วัน ความชิลนี่มันสบายใจจริงๆ แต่อุทาหรณ์จากเรื่องนี้ ทำให้กรูต้องรีบบอกตัวเองเลยว่าชิลได้ แต่ห้ามประมาท

ขอเอาใจช่วยเพื่อนกรูให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้

และขอให้คนที่กำลังคิดจะลาออก หรือเตรียมตัวจะว่างงาน วางแผนกระเป๋าตังค์และเวลาของตัวเองให้รัดกุมเพื่อไม่ให้ตัวมรึงเองต้องตกไปอยู่ในจุดนั้น

…………………………………….

ครับ…นั่นสไตล์ชีวิตงานของคนไทย พอดีอ่านไปพบสไตล์ชีวิตงานคนเวียดนาม ที่มีผู้โพสต์ไว้ อ่านเปรียบเทียบดูกันนะ

…………………………………….

“โต๊ะป้าศรี CH Table”

เมื่อบ่ายวันนี้ ได้สัมภาษณ์ “คนเวียดนาม” คนนึงที่อยากเข้ามาร่วมงานบริษัทผม

เกริ่นก่อนว่า ระดับที่รับเข้างาน เป็น junior manager น้องอายุพึ่ง 30 ปี ประสบการณ์การทำงานผมไม่ขออะไรมาก

พื้นฐานการศึกษาธรรมดาๆ

ผมว่าอาจยังสู้จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มอ. มช. มข. ไม่ได้เลย

หลังสัมภาษณ์เสร็จ ผมห่วงเด็กไทยครับ!

น้องเป็นคนไม่กี่คน ในรอบหลายปี ที่ผมและหุ้นส่วนสัมภาษณ์เสร็จแล้ว แล้วคุยกันว่า

“รับได้เลย”!

น้องทำงานในบริษัทไทยมาก่อน พัฒนาตัวเองจาก “ล่าม” ภาษาเวียดนาม

จากนั้นกระโดดเข้าสู่งาน IT บริษัทหลายพันล้านในไทย

ผมถามว่า “ทำไมอยู่ๆ มาทำงาน IT ในบริษัทใหญ่ในไทยได้” คำตอบคือ “เรียนเอง”

เพราะเป็นการ “สร้างมูลค่าเพิ่ม” ให้ตัวเอง!

ถามว่า “เรียนจากไหน” น้องตอบว่า “Google” และ “ร้านนายอินทร์” ครับ

น้องบอกว่า “เงินน้อย ก็ต้องหาทางแบบนี้ ไม่เห็นยาก”

หุ้นส่วนผมเลยลองของ ถาม basic coding

น้องตอบได้หมด แปลว่าไม่ได้โม้!

Scope งานน้องในตำแหน่งสุดท้ายคือดูแล และแก้ปัญหาให้ลูกค้า 24 ชั่วโมง

ปกติเลิกงาน 1 ทุ่ม แต่ส่วนใหญ่ เริ่มงานอีกที “เที่ยงคืน!!”

“ผมชอบดูความเรียบร้อยให้ลูกค้า นายไม่ได้สั่ง แต่มันคือหน้าที่ ไม่งั้นนอนไม่ลงครับ”

น้องกำลังจะออกจากงานเดิมเดือนตุลาคมนี้ เพราะพิษโควิด จึงโดน layoff พร้อมๆ กับทีมอีกนับสิบคน

ในขณะที่น้องหางานใหม่ น้องกำลัง “เตรียมตัวตกงานแบบมีการวางแผน” ครับ

น้องกำลังเริ่มกิจการ “ก๋วยเตี๋ยว” “ออกแบบสติ๊กเกอร์” และ “ส่งน้ำ” ไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม

ทำเลย…แล้วก็หางานทำไปด้วย แทนที่จะรอโชคชะตา

ถ้ายังหางานใหม่ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็มีรายได้บ้าง

น้องบอกว่า “ทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน และเอาเวลาอีก 1 วัน ไปหาความรู้เพิ่ม”

ผมเลยลองภูมิการจะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว โดยบอกว่าถ้าพี่ให้เงิน 100,000 บาท จะเอาไปทำอะไร?

ผมเคยถามคำถามนี้เด็กไทย

เด็กไทยตอบว่า “ไม่พอ” เพราะแค่ยิง ad ก็ไม่พอแล้วพี่ นี่พี่คิดจะไม่ลงทุนเลยเหรอ?

แต่น้องเวียดนามไม่!!

น้องบอกว่า 100,000 บาทพอ แล้วแจงต้นทุน การหาของราคาถูก การวางแผนรับความเสี่ยง 6 เดือน

ส่วนกิจการส่งน้ำ น้องเริ่มได้ 1 เดือนแล้ว กำลังเริ่มมีกำไร!!

น้องสังเกตคนไทยไม่ชอบเหนื่อยแบกน้ำหนักๆ

น้องเลยทำ water delivery ในบริเวณที่เจ้าใหญ่ๆ เข้าไม่ถึง

น้องตื่นตี 4 เดินสำรวจละแวกบ้านน้องตลอดหลายตารางกิโลเมตร แล้วกลับบ้าน 2-3 ทุ่ม

นั่งคุยกับ Grab คุย Line Man จนทะลุ

อาทิตย์แรก น้องส่งน้ำได้วันละ 60 ขวด

หลังจากอาทิตย์ที่ 2 น้องส่งน้ำได้วันละ 2,000 ขวด และกำลังเพิ่มขึ้น

จากนี้ น้องจะรับออร์เดอร์อื่นให้ลูกค้าน้ำ

ผมถามตรงๆ กำไรอยู่ได้มั้ย?

คำตอบคือ กำไรวันละไม่กี่ร้อยบาท เพราะน้องต้องแบ่งให้ Grab ด้วย

แต่ “ดีกว่าไม่มีรายได้นะพี่”

และกำไรผม จะตามมาหลังผมเพิ่มสินค้าเข้าไป

“เพราะผมมี data ลูกค้าแล้ว”!

สุดท้าย ออฟฟิศผมอยู่แถวอโศก

เพิ่งทราบว่า น้องอยู่ปทุมธานี

ผมถามว่า “มาทำงานไหวมั้ย”

น้องตอบทันทีว่า “การเดินทางไม่ใช่อุปสรรค ที่ทำงานที่ไทยแห่งที่ 2 ก็อยู่หัวหมาก ผมบิดมอเตอร์ไซค์ เลาะเส้นลำลูกกามา

ถ้ามาอโศก ผมจะมาทางวิภาวดี แล้วมาเข้ารัชดาภิเษก ตื่นตี 4 ครึ่ง 7 โมงกว่าๆ ก็ถึงแล้วครับ”

ผมเลยเบรคว่า “ไม่เป็นไร ใจเย็นๆ ของผมให้เข้างาน 9 โมงเช้า” 5555

มีอีกเยอะครับ ที่อยากเล่า

แต่จะสรุปให้ฟังว่า

ตัวอย่าง “น้องเวียดนาม” คนนี้ กำลังสะท้อนอะไร?

ผมทำงานมากับคนหลายชาติ

“เด็กเวียดนาม” คนนี้ ไม่ได้เด่นกว่าเด็กจีน เด็กสิงคโปร์ เด็กมาเลเซีย เด็กเยอรมัน เด็กอินเดีย

แต่เค้า “โดดเด่น” กว่า “เด็กไทย” ยุคใหม่มาก!!!

แล้วถ้า “เด็กไทย” ไม่ปรับตัว ยังรักสบาย ยัง sensitive ยังเปราะบาง ยังอยากจิบกาแฟชิลล์ๆ แต่อยากได้มือถือแพง รถสวย

วันนึง… “คนเวียดนาม” จะมาเป็น “นายเด็กไทย”

แล้วถ้าเมืองไทยไม่ปรับตัว นักการเมือง ข้าราชการยังไร้ประสิทธิภาพแบบนี้ “เวียดนามจะแซงเราในอีกไม่กี่ปี”

บทความ: จากผู้ใหญ่คนหนึ่ง

ซึ่งมีประสบการณ์ ในการทำงานมากกว่า 60 ปี

*เป็นเรื่องเล่าและความคิดเห็นส่วนบุคคล*

ที่มา: ชมรมผู้เชี่ยวชาญชีวิต

FB: โต๊ะป้าศรี CH Table

…………………………………………

ชัดนะครับ….

๒ วิธีคิด ของคน ๒ ชาติ

การศึกษาในสถาบันกับการอ่านหนังสือและจิ้มดูจากกูเกิล ผมให้ค่าเท่ากัน

แต่ที่คนเวียดนามเหนือกว่าคนไทย ตรงที่คนเวียดนามนำความรู้ที่ได้จากหนังสือและกูเกิลไปลงมือทำทันที

คนเวียดนามจึงมีสิ่งที่เรียกว่า “ประสบการณ์” จากอึดและอดทน

ในขณะที่คนไทยมีแต่สิ่งที่เรียกว่า “อีโก้” จากกลวงและหยิบโหย่ง

สรุป ปริญญาเปล่าๆ เอาชีวิตและชาติไม่รอดหรอก

ต้อง “ประสบการณ์” ด้วย อดทน ฝึกฝน ค้นคว้า ทดลองเท่านั้น ชีวิตและชาติถึงจะรอด!

เปลว สีเงิน

๘ มิถุนายน ๒๕๖๙

Line Open Chat *เพิ่มช่องทางการรับข่าวสาร จากเว็บไซต์ *อ่านคอลัมน์ เปลว สีเงิน ก่อนใคร *ส่งตรงถึงมือทุกคืน *เปิดกว้างเพื่อแฟนคอลัมน์พูดคุยแบบกันเอง ทุกเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ฯลฯ

 

 

Written By
More from plew
ประเดิม “ที่ใหม่-เวลาเดิม”
เปลว สีเงิน กองบก.เขาประชุมลงมติว่า ผมเขียนเก่ง ปีนี้ เลยให้พาสชั้น จากหน้า ๕ ขึ้นไปอยู่หน้า ๘! คุณ “ผักกาดหอม”...
Read More
0 replies on “วิธีคิด “ไทย-เวียดนาม” #เปลวสีเงิน”