เปลว สีเงิน
วันนี้ไม่คุยนะครับ
มีเรื่องเล่าสนุกๆ เกี่ยวกับทหารไทยในสายตาทหารสหรัฐฯ ผมแกะจากคลิปจนตาเหล่ อ่านเลยนะ
………………………………
จากมุมมองของทหารผ่านศึกนาวิกโยธินสหรัฐฯ หรือ USMC ที่ผ่านสมรภูมิและภารกิจการฝึกในไทยมาหลายทศวรรษ
“จ่าสิบเอกเจมส์ เกเตอร์ วิลเลอร์” อดีตครูฝึกการรบพิเศษและทหารผ่านศึกนาวิกโยธินสหรัฐฯ
ผมยังจำวินาที่แรกที่รองเท้าบูตของผมแตะพื้นรันเวย์ที่อู่ตะเภาได้ดี ปี ๑๙๙๘ ในการฝึกคอบร้า โกลด์ ครั้งแรกของผม
สิ่งที่ปะทะหน้าผม ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นกำแพงความร้อนที่หนาแน่นจนแทบจะเคี้ยวได้
และความชื้นที่ทำให้เสื้อเกราะเคฟลาร์ของพวกเรารู้สึกเหมือนหนักขึ้นอีก ๒๐ ปอนด์
ทหารอเมริกันหนุ่มแน่นจากโอไฮโอหรือจากเท็กซัสอย่างพวกเราที่คุ้นเคยอย่างทะเลทรายหรือป่าสน ยืนหอบแฮกๆกันตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มเดินแล้ว
และนั่นคือที่ผมเห็นพวกเขา…ทหารไทย!
ในสายตาแรกของพวกเรา จีไอตัวยักษ์ตัวยักษ์ สูง ๖ ฟุตกว่า มองดูทหารไทยที่ยืนเรียงแถวต้อนรับด้วยความรู้สึกประหม่านิดๆ
พวกเขาตัวเล็กกว่าเรา อุปกรณ์ประจำกายดูเก่ากว่า ปืน M4 ติดสโคปไฮเทคของพวกเรา ผิวกายคล้ำแดดและรอยยิ้มผ่อนคลายเกินกว่าจะเป็นทหารอาชีพ
แต่เชื่อมั้ยครับ ความคิดนั้นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดที่ทหารอเมริกันคนหนึ่งจะมีได้
ตลอด ๒๐ ปีที่ได้วนเวียนกลับมาที่นี่ ผมได้เรียนรู้ความจริงข้อหนึ่งว่า “อย่าตัดสินเสือที่รอยยิ้ม” และนี่คือเรื่องราวของกองทัพไทยในสายตาของพวกเรา
กองทัพที่ผมยกให้เป็น ๑ ในนักรบที่โคตรเท่และอันตรายที่สุดในโลก พวกเราเรียกพวกเขาว่า ปีศาจแห่งพงไพร “The Ghost of the Jungle”
คุณคิดว่าคุณรู้จักความเงียบเหรอ…ไม่หรอก คุณยังไม่รู้จักความเงียบ จนกว่าคุณจะเดินป่ากับทหารพรานไทย มาที่ป่าดงดิบกาญจนบุรีหรืออาจจะเป็นลพบุรี พื้นที่ที่พวกเราเรียกว่า The Green Hell หรือ “นรกสีเขียว”
เรา…นาวิกโยธินสหรัฐฯ เราถูกฝึกมาให้ยึดครองพื้นที่ เราเดินมาเป็นขบวน เสียงรองเท้าบูตหนักๆ ขยี้กิ่งไม้แห้ง เสียงวิทยุสื่อสารที่ดังซ่าๆ และเสียงหอบหายใจผ่านเสื้อเกราะที่หนักอึ้ง
แต่สำหรับทหารไทย พวกเขาไม่ได้เดินผ่านป่า แต่พวกเขาไหลลื่นไปกับมันเหมือนสายน้ำ
ผมจำได้แม่นถึงการร่วมลาดตระเวนครั้งหนึ่ง ผมเป็นหัวหน้าชุดยิง มั่นใจมากว่าวางแนวป้องกันไว้รอบด้านแน่นหนา
ผมมีพลปืนกล M 249 คุมทิศเหนือ มีคนคุมปีกซ้าย-ขวา ผมยกกล้องส่องทางไกลขึ้นกวาดสายตาดูแนวป่าด้านหน้า เคลียร์…ไม่มีสิ่งมีชีวิต
ทันใดนั้น พุ่มไม้ที่อยู่จากผมไม่ถึง ๓ เมตร ก็ลุกขึ้นยืน หัวใจผมแทบหยุดเต้น คว้าด้ามปืนตามสัญชาตญาน แต่นั่นไม่ใช่ศัตรู นั่นคือครูฝึกทหารไทย รูปร่างสันทัด ผิวดำแดง เขาไม่ได้ใส่ชุดพรางราคาแพงแบบ ดิจิทัลคาโม ของเรา
เขาใช้ชุดพรางเก่าที่สีซีดจนกลืนไปกับดินและใบไม้ เขาไม้ได้ใช้ครีมพรางหน้ายี่ห้อดัง แต่เขาใช้โคลนและเขม่าถ่านทาจนดำมืดมิด เขาหันมามองผม ยิ้มฟันขาว
แล้วพูดภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นแต่บาดลึก You look far but enemy is here คุณมองไกล แต่ศัตรูอยู่ที่นี่
วินาทีนั้น ผมตระหนักได้ทันทีว่าทหารไทยคือผี
พวกเขาสามารถยืนนิ่งโดยไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้วได้เป็นชั่วโมง ลมหายใจของพวกเขาแผ่วเบาจนแทบไม่มีเสียง ในขณะที่พวกเราหายใจแรงเหมือนควายป่า
การพรางตัวของพวกเขาไม่ใช่เรื่องของสีเสื้อผ้า แต่มันคือการลบตัวตนออกจากธรรมชาติ
พวกเราภูมิใจในมีดพกเคมาร์หรือมีดเกอร์เบอร์แพงระยับที่พกติดตัว แต่มันกลับไร้ประโยชน์เมื่อต้องเจอกับป่าไผ่ที่หนาทึบที่เหนียวยิ่งกว่าเหล็ก
ในขณะที่พวกเรากำลังฟันกิ่งไม้ด้วยความทุลักทุเล ทหารไทยเดินนำหน้าพวกเราด้วยมีดอีโต้ด้ามไม้ธรรมดาๆ…ฟึด เสียงมันเบาและคมกริบ
ทหารไทยสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว กอไผ่ที่ขวางทางก็ขาดกระเด็นเปิดทางให้เราเดิน เขารู้องศาการฟัน รู้น้ำหนักมีด มันคือศิลปะการใช้แรงน้อยที่สุด แต่ได้ผลมากที่สุด
มีจังหวะหนึ่งที่ GPS ของเราจับสัญญานไม่ได้ เพราะเรือนยอดไม้หนาทึบ เข็มทิศของผมก็หมุนติ้วเพราะแร่ธาตุในดิน ผมเริ่มหงุดหงิดและกังวล
ครูฝึกไทยคนเดิมเดินเข้ามา เขาไม่ได้มองดูเข็มทิศ เขาแค่มองดูทิศทางที่ตะไคร่น้ำเกาะตามต้นไม้ มองดูทางที่มดเดิน แล้วเขาก็ชี้มือไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ…
ทางนั้นอีก ๒ กิโลเมตรถึงจุดนัดพบ
และเชื่อมั้ย…เขาถูกเป๊ะ!
สมองของพวกเขาคือแผนที่ที่อัปเดทแบบเรียลไทม์ เขาอ่านป่า เหมือนเราอ่านหนังสือพิมพ์ ซูเปอร์มาร์เก็ตกลางป่า หรือ จังเกิล 7-11 ความหิวที่น่ากลัวกว่ากระสุน เหมือนเสบียง MRE ของเราเริ่มร่อยหรอ ความเครียดเริ่มก่อตัว
แต่เวลาสำหรับทหารไทย เวลาพักทานข้าว คือ เวลาแมจิกโชว์ ผมเห็นทหารไทยคนหนึ่ง เดินหายเข้าไปในพุ่มไม้สัก ๑๐ นาที แล้วกลับมาพร้อมของเต็มคือ คือยอดผักกูด ผลไม้ป่าหน้าตาประหลาดและแย้ย่าง
ทหารอเมริกันบางคนผะอืดผะอมเมื่อเห็นเขากินแมลงหรือสัตว์เลื้อยคลาน แต่เมื่อกลิ่นของข้าวที่หุงในกระบอกไม้ไผ่ลอยมาแตะจมูกพวกเรา ศักดิ์ศรีนาวิกโยธินก็พังทลาย
“ขอลองหน่อยได้มั้ยครับ” พลทหารในหน่วยผมถาม
ทหารไทยฉีกยิ้มกว้าง แล้วยื่นข้ามหลามกับเนื้อย่างสมุนไพรให้ รสชาตินั้น มันคือรสชาติของชีวิต ท่ามกลางป่าที่โหดร้าย ทหารไทยสามารถเนรมิตอาหารระดับภัตตาคาร
พวกเขาสอนเราว่า “ป่าไม่ได้ฆ่าคุณ ความโง่เขลาของคุณตะหากที่ฆ่าคุณ ถ้าคุณเรียนรู้วิธีคุยกับป่า ป่าจะเลี้ยงดูคุณ”
เมื่อการฝึกจบลง ผมมองดูทหารไทยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ตอนแรกผมมองว่าอุปกรณ์ของพวกเขาล้าสมัย แต่ตอนนี้ ผมรู้แล้วว่า
ตัวพวกเขาตะหากคืออาวุธที่ทันสมัยที่สุด เกราะที่ดีที่สุด ไมใช่เคฟลาร์ แต่คือความรู้ เซ็นเซอร์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่เทเลสโคป แต่คือตาและหูของทหารพราน
ในป่าแห่งนี้ ทหารไทยไม่ใช่แค่ทหาร แต่พวกเขาคือ “เจ้าป่า” ผมขอบคุณพระเจ้าทุกวันที่เราเป็นพันธมิตรกัน เพราะผมคงไม่อยากเป็นศัตรูที่ถูกเขาล่าในป่าผืนนี้
ตำนานทหารผี “The Legend of Ghost”
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเล่าถึงสิ่งที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของสหรัฐฯ เล่าต่อกันมา มันคือตำนานจากสมรภูมิลาวและเวียดนาม เรื่องเล่าของ Thai Ghost Soldier
ทำไมถึงเรียกแบบนั้น เพราะข้าศึกยิงเขาแล้วไม่ยอมล้ม มีบันทึกการรบที่เล่าว่า
ทหารไทยคนหนึ่งถูกยิงเข้าที่ลำตัวหลายนัดในระยะหวังผล ตามหลักการแพทย์ เขาต้องช็อกและหมดสติไปแล้ว แต่ทหารคนนั้นกลับลุกขึ้นมายิงสวน
และวิ่งเข้าชาร์จข้าศึกจนแตกกระเจิง วิทยาศาสตร์อาจจะบอกว่ามันคือ “สารหลั่งความบ้าบิ่น”
แต่ทหารไทยบอกว่า มันคืออำนาจของ “พระเครื่อง” ภาพที่ผมเห็นกับตาในการฝึกกระสุนจริงสนับสนุนตำนานนี้
ในขณะที่พวกเราเคลื่อนที่ในลักษณะหาที่กำบังและพรางตัวอย่างเคร่งครัด เพราะกลัวโดนลูกหลง ทหารไทยกลับเคลื่อนที่ด้วยความมั่นใจที่น่าขนลุก
พวกเขาวิ่งผ่านที่โล่งโดยไม่ลังเล จังหวะการก้าวเท้าของพวกเขาหนักแน่น เหมือนพวกเขารู้วันตายของตัวเอง และรู้ว่า…วันนี้ยังไม่ใช่วันตาย
ความมั่นใจแบบนี้แหละ ที่สร้างความน่าเกรงขามให้กับฝ่ายตรงข้าม ลองนึกภาพ คุณเล็งปืนใส่ใครซักคน แล้วคนนั้นมองกลับมาด้วยสายตาที่บอกว่า “ยิงสิ…กระสุนเอ็งทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”
นั่นแหละคือ “ความเท่” ของทหารไทย ฮาร์ดแวร์แห่งศรัทธา!
ทหารอเมริกันมี “Dog tags” หรือป้ายชื่อโลหะห้อยคอระบุตัวตนเวลาเราตาย แต่ทหารไทยมี Amulet หรือพระเครื่องห้อยคอ ป้องกันตัวเองไม่ให้ตัวเองตาย
ผมเคยขอดูสร้อยคอของเพื่อนทหารไทยคนหนึ่ง มันหนักมาก มีพระเครื่ององค์เล็กๆ ทำจากดินเผาหรือโลหะ เลี่ยมพลาสติกกันน้ำอย่างดีห้อยอยู่ ๕-๖ องค์
องค์นี้กันมีด…องค์นี้กันปืน…องค์นี้เมตตามหานิยมให้สาวรัก เขาอธิบายสรรพคุณเหมือนกำลังรีวิวเสื้อเกราะรุ่นใหม่
มีครั้งหนึ่งก่อนการฝึกหนัก มีพระสงฆ์มาทำพิธีพรมน้ำมนต์
ภาพที่ผมเห็นคือ ปืน M4 คาไบน์ รถฮัมวี่ และรถถังสตริงเรย์ ถูกพรมด้วยน้ำมนต์และแป้งดินสอพอง
ในสายตาคนนอก มันดูเซอร์เรียลมาก เทคโนโลยีสงครามสมัยใหม่ผสมผสานกับพิธีกรรมโบราณ
แต่ผมเห็นสีหน้าทหารไทยหลังจากได้รับพรมน้ำมนต์ เขามุ่งมั่นขึ้น ความเหนื่อยล้าหายไป พระเครื่องอาจจะไม่ได้กันกระสุนในทางฟิสิกส์
แต่มันกันความกลัวออกจากจิตใจ และทหารที่ปราศจากความกลัว คือทหารที่อันตรายที่สุดในสนามรบ
ทหารอเมริกันอาจจะมีเกราะที่ดีที่สุดในโลกที่ผลิตจากโรงงาน แต่ทหารไทยมีเกราะที่สร้างจากศรัทธา
เมื่อกระสุนนัดแรกยิงออกไป ทหารทุกคนกลัวตายทั้งนั้น ยกเว้นทหารไทยบางคนที่เชื่อสุดหัวใจว่า ของดีที่คอและที่หลังจะคุ้มครองพวกเขา
ความเชื่อนั้น ทำให้พวกเขาเป็นนักรบเดนตาย หรือ Die-hard warrior ที่พวกเรานาวิกโยธินสหรัฐฯ แอบอิจฉาลึกๆ ในใจ
เพราะในนาทีเป็นตาย วิทยาศาสตร์ก็ไม่ช่วยให้คุณอุ่นใจเท่ากับกำพระเครื่องสักองค์อยู่ในมือ
ศิลปะแห่งการสังหาร
ที่ค่ายเลอจูน พวกเราถูกสอนให้ต่อยเหมือนถูกรถบรรทุกชน แต่ที่นี่…ทหารไทย สอนให้เรารู้จักฟันด้วยศอกที่คมกริบยิ่งกว่าใบมีดโกน
สำหรับนาวิกโยธินสหรัฐ การฝึก C-Q-C หรือการต่อสู้ระยะประชิด คือเรื่องพละกำลังและน้ำหนักตัว เราจับทุ่ม เราล็อกคอ เราใช้หมัดหนักๆ จนกระทั่งเราได้มาเจอกับครูฝึกทหารไทยในการฝึก คอบร้า โกลด์
ภาพที่ผมจำติดคือ คือตอนพักเที่ยงวันหนึ่ง ที่ลานดินหน้าโรงนอน บิ๊กไมค์ เพื่อนในหมวดของผม เขาเป็นอดีตนักมวยปล้ำระดับรัฐ สูง ๖ ฟุต ๔ นิ้ว น้ำหนักเกือบ ๒๐๐ ปอนด์ กล้ามแขนใหญ่กว่าโคนขาคนปกติ
เขาขอซ้อมมือกับทหารไทยตัวเล็กๆ ที่สูงแค่ไหล่ของเขา พวกเราหัวเราะคิดคัก คิดว่าบิ๊กไมค์จะรวบตัวครูฝึกไทย แล้วทุ่มลงกับพื้นเหมือนตุ๊กตา บิ๊กไมค์พุ่งเข้าไปจะรวบเอว แค่สิ่งที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีต่อมา ทำให้เสียงหัวเราะเงียบกริบ
ครูฝึกไทยไม่ได้ถอยหนี แต่เขาก้าวสวนเข้าไป พร้อมกับแทงเข่าสวนเข้าไปที่หน้าอกของบิ๊กไมค์ เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น เหมือนเอาไม้หน้าสามฟาดกระสอบทราย
บิ๊กไมค์ตัวงอเป็นกุ้ง หยุดกึ๊กกลางอากาศ จากนั้น ครูฝึกไทยก็ตวัดขาเตะเข้าที่ข้อพับขาของยักษ์ใหญ่ บิ๊กไมค์ลงไปกองกับพื้นแบบหมดสภาพภายในไม่ถึง ๑๐ วินาที
ครูฝึกไทยยื่นมือไปดึงบิ๊กไมค์ขึ้นมา แล้วยิ้มกว้างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พร้อมพูดว่า “ไม่เป็นไรเพื่อนพยายามได้ดี”
นั่นคือ บทเรียนแรก ทหารไทยไม่ได้สู้ด้วยแรง แต่สู้ด้วยฟิสิกส์แห่งความเจ็บปวด ร่างกายคืออาวุธ ในหลักสูตรการต่อสู้ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ เรามี ๒ หมัด
แต่ของทหารไทย พวกเขามี ๘ อย่าง คือ หมัด เท้า เข่า และศอก สิ่งที่ทหารอเมริกันกลัวที่สุด ไม่ใช่หมัด แต่คือศอก
ผมเคยดูการสาธิต ครูฝึกทหารไทยเอาลูกมะพร้าววางไว้ แล้วสับศอกลงไปทีเดียว…แคร๊ก มะพร้าวแตกละเอียด พวกเรากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ลองจินตนาการว่า ถ้านั่นไม่ใช่ลูกมะพร้าว แต่เป็นกะโหลกศีรษะหรือดั้งจมูกของคุณล่ะ?
ทหารไทยสอนให้เรารู้ว่า ร่างกายคือ “เครื่องจักรสังหาร” หน้าแข้งของพวกเขาแข็งโป๊กเหมือนท่อนเหล็ก ผมเคยเตะกระสอบทรายแข่งกับเขา หน้าเแข้งผมระบมไป ๓ วัน แต่ของเขาเฉยๆ
การเข้าทำของพวกเขา เหมือนงูเหลือมรัดเหยื่อ เมื่อเขาคว้าคอคุณได้ คุณจะเสียการทรงตัว และวินาทีนั้นแหละที่เข่าจะโรยมาหาหน้าคุณ มันคือศิลปะที่โหดร้ายและงดงาม
ทหารอเมริกันมองว่ามวยไทยไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันคือ Military Martial Arts ที่ออกแบบมาเพื่อฆ่าหรือทำให้ข้าศึกหมดสภาพเร็วที่สุด เพื่อประหยัดกระสุน
แต่สิ่งที่ทำให้ทหารไทยคูลหรือเท่ที่สุดในสายตาพวกเรา ไม่ใช่แค่ทักษะการต่อสู้ แต่มันคือบุคลิก
ทหารอเมริกันเวลารบหรือซ้อมหนักๆ เราจะตะโกน เราจะคำรามเพื่อปลุกใจ แต่ทหารไทยพวกเขานิ่ง ชิล
พวกเขาล้อมวงกินส้มตำ หัวเราะเสียงดัง ดีดกีตาร์ ร้องเพลงคาราบาวอย่างสนุกสนาน ดูเป็นมิตรเหมือนหนุ่มชาวบ้านธรรมดาๆ
แต่พอเสียงระฆังดัง หรือเสียงนกหวีดเป่าเริ่มภารกิจ แววตาพวกเขาเปลี่ยนทันที รอยยิ้มหายไป แทนที่ด้วยสายตาที่โฟกัสและเลือดเย็น
มันเหมือนมีสวิตช์ที่พวกเขาสับเปลี่ยนโหมดได้ทันที
จากเพื่อนขี้เล่น กลายเป็นนักฆ่า ความใจเย็นนี่แหละที่น่ากลัว พวกเขาไม่โกรธ เขาไม่บ้าคลั่ง แต่เขาจะจัดดการคุณอย่างเป็นระบบ
มีคำเปรียบเปรยในหมู่ทหารจีไอว่า ถ้าคุณเห็นนาวิกโยธินโมโห ให้วิ่งหนี แต่ถ้าคุณเห็นทหารไทยยิ้ม แล้วค่อยๆ เดินเข้ามาหาคุณ พร้อมตั้งการ์ดมวย ให้สวดมนต์รอได้เลย
กางเกงมวยคือของฝากล้ำค่า คุณรู้มั้ยว่าของที่ระลึกที่ทหารอเมริกันอยากได้มากที่สุดก่อนกลับบ้านคืออะไร ไม่ใช่ช้างไม้แกะสลัก ไม่ใช่เสื้อยืด แต่คือ “กางเกงมวยไทย”
หลายคนยอมแลกนาฬิกาจีช็อกราคาแพงๆ กับกางเกงมวยเปื้อนเหงื่อของทหารไทย หรือขอให้ทหารไทยพาไปซื้อที่ตลาด เพราะสำหรับพวกเรา กางเกงตัวนั้น มันคือสัญลักษณ์ในการยอมรับใน วอร์ริเออร์ สปิริต ของไทย
เราเรียนรู้ว่าอาวุธที่อันตรายที่สุด ไม่ได้สร้างจากโรงงานล็อกฮีด มาร์ติน แต่อาวุธที่อันตรายที่สุด คือมนุษย์ที่ฝึกฝนจนร่างกายและจิตใจเป็นอาวุธ
และนั่นคือสิ่งที่ “ทหารไทย” เป็น!
ถ้าคุณคิดว่าทหารไทยมีดีแค่เดินป่า ถือมีด คุณกำลังดูถูกหนึ่งในกองทัพที่มีพัฒนาการน่าจับตามองที่สุดในเอเชีย
ภาพจำของทหารไทยขี่ช้างรบ มันจบไปร้อยกว่าปีแล้ว ผมได้เห็น โมเดิลไทยวอร์ริเออร์ ที่สวมแว่นเอวิเอเตอร์ขับเครื่องบินรบความเร็วเหนือเสียง และหน่วยรบพิเศษที่ดำน้ำลงไปในถ้ำมรณะที่ไม่มีใครกล้าเข้า
ในการฝึกผสมทางอากาศ คอบร้า โกลด์ ที่โคราช ผมมีโอกาสเดินไปดู เอฟ ๑๖ และกริพเพนของกองทัพอากาศไทย
สิ่งที่สะดุดตาผมที่สุด ไม่ใช่อาวุธนำวิถีที่ติดอยู่ใต้ปีก แค่คือพวงมาลัยดอกไม้สด ที่แขวนอยู่ตรงคันบังคับหรือวางไว้หน้าคอนโซล
นักบินสหรัฐฯ ถามด้วยความงุนงงว่า “นั่นมันจะไปขัดขวางระบบเรดาห์หรือเปล่า” นักบินไทยหัวเราะ แล้วตอบว่า “เปล่าครับ นี่สำหรับแม่ย่านาง เพิ่มค่าโชค ๕๐%”
พวกเราขำกันในตอนแรก แต่พอขึ้นบินซ้อมรบ พวกเราขำไม่ออกครับ ไทยขับเครื่องบินรบด้วยสไตล์ที่ดุดันและบ้าบิ่น พวเรารีดศักยภาพของเครื่องบินออกมาจนหยดสุดท้าย
มีจังหวะหนึ่งที่ผมคิดว่าสลัดหลุดแล้ว แต่พอมองกระจกหลัง เครื่องบินไทยยังเกาะท้ายผมแน่นเหมือนเงาตามตัว “ล็อกเป้าผมได้เรียบร้อย”
ผมมารู้ทีหลังว่า นักบินไทยหลายคนจบจากโรงเรียนการบินชั้นนำในสหรัฐฯ พวกเรารู้ตำราเดียวกับเรา
แต่พวกเขาใส่สัญชาตญานนักล่าลงไปในการบิน พวกเขาบินเหมือนรู้ว่าเทพเจ้าแห่งลมอยู่ข้างเขา
ความเท่ของทหารไทยไม่ได้อยู่ที่งบประมาณ แต่อยู่ที่สมอง กองทัพสหรัฐฯ มีระเบียบเยอะ ถ้าชิ้นส่วนรถฮัมวีพัง เราต้องรออะไหล่ส่งมาจากฐานทัพ บางทีรอเป็นสัปดาห์
แต่ทหารช่างไทยไม่รู้จักคำว่า “ทำไม่ได้” มีรถบรรทุกคันหนึ่งเสียกลางทาง ทหารช่างไทยเดินลงมาพร้อมกล่องเครื่องมือโทรมๆ เขาใช้ลวดและเศษเหล็กข้างทางและเทปกาวจัดการซ่อมมันตรงนั้นเลย
ฝรั่งพวกเรายืนมุงแล้วเกาหัว “เฮ้ย…รถจะวิ่งได้เรอะวะ”
ปรากฎว่ารถวิ่งฉิวไปจนจบภารกิจ
นี่คือความอัจฉริยะที่ทหารอเมริกันที่พึ่งพาแต่คู่มือต้องยอมคารวะ.
เปลว สีเงิน
๑ มิถุนายน ๒๕๖๙
