จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภากาชาดไทยร่วมลงนามสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยี “การผลิตยา SB4456” ผลักดันผลงานวิจัยทางการแพทย์สู่การนำไปใช้ประโยชน์จริงในระบบสาธารณสุขของประเทศ สะท้อนความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรด้านมนุษยธรรมในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อประโยชน์ของสังคม
พิธีลงนามความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสภากาชาดไทยโดย นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยมี รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวต้อนรับผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงาน นักวิจัย พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทของความร่วมมือระหว่างภาควิชาการและองค์กรด้านสาธารณสุขในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคม
ศ.กิตติคุณ ภญ.ดร.กาญจน์พิมล ฤทธิเดช รองผู้อำนวยการสถานเสาวภา ด้านวิจัยผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ กล่าวถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยี “การผลิตยา SB4456” ซึ่งเกิดจากความร่วมมือด้านการวิจัยและการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยในการพัฒนางานวิจัยที่ไม่เพียงมุ่งสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ต้องสามารถนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศ มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการผลักดัน Research Translation หรือการนำผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์ในโลกจริง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และระบบสาธารณสุข ขอขอบคุณสภากาชาดไทย คณาจารย์ นักวิจัยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ทุกท่านที่มีส่วนร่วมให้โครงการนี้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นอีกก้าวหนึ่งที่เป็นการต่อยอดจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสู่การสร้างประโยชน์เพื่อสังคมอย่างแท้จริง
นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย กล่าวถึงทิศทางและเป้าหมายในการนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์ไปใช้ประโยชน์ สภากาชาดไทยมีภารกิจสำคัญในการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การบริการทางการแพทย์ การพัฒนาชีววัตถุและยาปราศจากเชื้อที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานเสาวภา สภากาชาดไทยที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและรักษาโรคมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันโรคมะเร็งปอดเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ผู้ป่วยจำนวนมากยังคงต้องการการรักษาที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งที่ทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาชีววัตถุคล้ายคลึง Monoclonal Antibody SB4456 สำหรับการรักษามะเร็งปอด ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของนักวิจัยไทย เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเสริมสร้างความมั่นคงทางยา และยกระดับขีดความสามารถด้านชีวผลิตภัณฑ์ของประเทศ
ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภากาชาดไทยในครั้งนี้สะท้อนเป้าหมายร่วมกันของทั้งสองหน่วยงานในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การสร้างประโยชน์ต่อสังคม พร้อมทั้งเสริมสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมด้านสุขภาพของประเทศ โดยเชื่อมโยงนักวิจัย สถาบันการศึกษา และองค์กรด้านสาธารณสุขเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศไทยในระยะยาว.
