สหรัฐฯ “ตกหลุมดำ” #เปลวสีเงิน

เปลว สีเงิน

เรือดำน้ำสหรัฐฯ…..

ยิงตอปิโดจมเรือรบ Dena ของอิหร่านพร้อมลูกเรือจมนอกชายฝั่งศรีลังกา นั้น

ถ้าสหรัฐฯ ภูมิใจ

ก็บอกได้ว่า ความภูมิใจนั้น เป็นความภูมิใจของนักเลงสถุล ที่ได้ “เตะหมากลางถนน”!

เพราะอิหร่านได้รับเชิญจากอินเดียให้ส่งเรือรบไปร่วมฝึกทางทะเลกับมิตรประเทศต่างๆ หลายสิบประเทศ รวมทั้งไทยเราด้วย ที่อินเดีย

อิหร่านก็ส่งเรือรบ Dena ไปร่วมฝีก และการไปร่วมฝึกนั้น กฎมีว่า เรือทุกลำ ห้ามนำอาวุธ เช่น กระสุนหรือจรวดติดเรือมาด้วย

การฝึกร่วมทางทะเลครั้งนี้….

สหรัฐฯ ก็ได้รับเชิญ แต่ขอถอนตัวทีหลัง!?

เมื่อการฝึกร่วมเสร็จ เรือรบ Dena ก็กลับอิหร่าน เมื่อไปถึงชายฝั่งศรีลังกา สหรัฐฯ ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเรือรบอิหร่าน ต้องมาทางนี้

ก็ส่งสัญญานให้เรือดำน้ำของเขาที่กบดานรออยู่

ยิงตอปิโดใส่เรือรบอิหร่าน ซึ่งไม่มีอาวุธใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งเรือ-ทั้งลูกเรือ จมลงใต้ท้องทะเลทันที!

วีรกรรมของสหรัฐฯ ครั้งนี้….

เป็นเกียรติ เป็นศักดิ์ศรี ของชาตินักรบผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐฯ ยิ่งนัก

ที่กระทำเยี่ยง “หมาลอบกัด” กับอิหร่านที่ปราศจากอาวุธ!

“ทรัมป์”……

ต้องได้รับรางวัลโนเบล สาขา “มหาโจรผู้ทำลายล้างสันติภาพโลก” ประจำปี 2026 แน่ๆ!

เมื่อวานซืน หลายท่านคงเห็นเหตุการณ์จากข่าวต่างประเทศ ที่ “ตำรวจรัฐสภาสหรัฐฯ”

รุมฉุดกระชากลากตัว “ไบรอัน แม็กกินนิส” อดีตนาวิกโยธินออกจากห้องประชุม “คณะอนุกรรมาธิการกองทัพ” จนกระดูกแขนหัก

เพราะเขาค้านการทำสงครามกับอิหร่านและตะโกนขณะถูกลากตัวออกจากห้องว่า…..

“ไม่มีใครอยากสู้เพื่ออิสราเอล”

“ชาวอเมริกัน ไม่มีใครอยากส่งลูกชาย-ลูกสาวไปตายเพื่ออิสราเอล”!

นี่ไง ระบบรัฐสภา “ต้นแบบประชาธิปไตย” ใครเห็นต่างจากรัฐบาล ต้องถูกลากตัวออกจากห้องประชุมเหมือนลากหมู-ลากหมา

พวกส้ม “สามโลร้อย” ดูแล้วจำ “ประชาธิปไตยต้นแบบ” จากพ่อพวกเอ็ง เพื่อนำมาปลงเป็น “อารมณ์กรรมฐาน” ไว้บ้างนะ!

และในที่สุด ท่ามกลางเสียงดัดจริตของพวกรัฐสภา ว่าจะริบอำนาจทรัมป์ หลังจากสั่งยิงขีปนาวุธสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่าน “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” พร้อมคณะ

ประชุมสภาคองเกรสวานซืน ผลโหวตออกมาว่า…

ฝ่ายสนับสนุนทรัมป์ทำสงครามกับอิหร่านต่อ ๕๓ เสียง

ฝ่ายไม่สนับสนุนให้ทำสงครามต่อ ๔๗ เสียง

เป็นอันว่า “ทรัมป์ชนะ”!

สามารถทำหน้าที่ “ลูกกระเป๋งอิสราแอล” รบอิหร่าน เป็นปฐมบทสู่ “สงครามโลกครั้งที่ ๓” ได้ต่อไป

เอาละซี ดูๆ แล้วผมก็สงสารอิหร่าน คล้าย “หัวเดียวกระเทียมลีบ” ไร้ญาติ-ขาดมิตร ที่จะร่วมเป็น/ร่วมตาย

จะมีก็แต่กลุ่มที่เขาเรียกว่า “พวกก่อการร้าย” อย่าง เช่น ฮูติ ฮิสบอลเลาะห์ ฮามาส เท่านั้น

แล้วจะสู้ “พญาอินทรี-อีแร้ง” ไหวหรือ?

จะว่าไปอีกที “ไหว-ไม่ไหว” ก็ไม่รู้หละ รู้แต่ว่า ๑ สัปดาห์ผ่านไป ขนาดต่อให้ ๒ รุม ๑

แล้วเอาหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างอิหร่านลงซะที่ไหนล่ะ?

นี่.. “อิหร่าน” ก็ปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” ไปแล้ว

เรือขนส่งน้ำมัน-เรือสินค้า จากตะวันออกกลาง ไม่ต้องเข้า-ไม่ต้องออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ไปลอดช่องแคบมะละกา เข้าอ่าวไทย ออกทะเลจีนใต้กันละ!

ไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ คงต้องใช้ “น้ำมูก” แทน “น้ำมัน” กันละทีนี้ อเมริกง-อเมริกา ก็มีปัญหาการขนส่งสินค้าต้องชะงักไปหมด

แล้วจะทำไงกัน?

สำหรับผมไม่ทำไง เพราะมีญาติอยู่ “บึงสีไฟ”

แต่สำหรับประเทศในทะเลจีนใต้และชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงสหรัฐฯ เจ้าพ่อ “อินโด-แปซิฟิก” ลำบากหน่อย

ดังนั้น ในความเป็นเจ้าพ่อ…

สหรัฐฯ ก็ต้องไป “เบ่งกล้าม” ใส่อิหร่านที่ช่องแคบฮอร์มุซ!

ก็คงต้องติ๊ดชึ่งกันแน่

รวมความแล้ว ที่บอก ๑ สัปดาห์จบ ๔ สัปดาห์จบ ผมต่อให้ “ไตรมาสที่ ๓” ถ้าจบได้ จะมอบถ้วย “หลวงพ่อกวย” ให้เป็นรางวัลชนะเลิศ!

อิหร่านเนี่ย ถ้าไม่แน่จริง ไม่อยู่มาได้ถึง ๒๕๐๐ ปีหรอก

ส่วนสหรัฐฯ มีอายุมาแค่ ๒๐๐ กว่าปี

และอิสราเอลเป็นประเทศมายังไม่ถึงร้อยปี ประมาณ ๗๘-๗๙ ปี

รวมอายุสหรัฐฯ กับอิสราเอลเข้าด้วยกัน เทียบกับอิหร่าน ก็แค่ “เด็กวานซืน”!

ฉะนั้น ผมว่าการจะข่มอิหร่านให้หมอบ มันไม่ง่ายเหมือนเรียกนายฮุนมาเนต ลูกฮุนเซนไป

แล้วบอก…เฮ้ ยู ต้องสั่งซื้อเรือบิน ๒๐ ลำนะ ปล่อยนักโทษการเมืองให้หมด แล้วบริหารประเทศให้มันประชาธิปไตยซะ

ได้ตามนี้แล้ว ยูค่อยกลับมาใหม่นะ…ไอ้ชิกเก้น!

ฉะนั้น สิ่งที่ควรจับตาดูว่า “อิหร่าน” จะใช้กำหนดยุทธศาสตร์และใช้ยุทธวิธีแบบไหน รับมือ “สหรัฐ-อิสราเอล” ที่เหนือกว่าด้านกำลังรบ

ใน “จุดเป็น” ของ “สหรัฐ-อิสราเอล” มันก็มี “จุดตาย” อยู่ในนั้น

เช่นเดียวกัน ใน “จุดอ่อน” ของ “อิหร่าน” มันก็มี “จุดเป็น” อยู่ในนั้น

นั่นคือ ดูแค่เขาถล่มกัน มันไม่ได้อะไรมาก

ฉะนั้น ต้องดูลีลาที่เรียกว่า “แผนการรุก-แผนการรับ” ว่าฝ่ายไหน “รู้เขา-รู้เรา” และฝ่ายไหน “รู้แต่เรา แต่ไม่รู้เขา”!

๔-๕ วันก่อน ผมอ่านที่ “พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์” โพสต์เป็นความเห็นไว้ตอนหนึ่งว่า

-ในระยะยาว อิหร่าน “ทน” ได้ดีกว่า

 แต่ถ้าอิหร่านดึงเกมการต่อสู้ให้ “ทอดยาวออกไป” อีก ความกดดันจะกลับมาอยู่ที่สหรัฐฯ เอง เพราะ

-การคงทหารและเรือบรรทุกเครื่องบินไว้หลายลำขนาดนี้ มันมี “ค่าใช้จ่ายมหาศาล” เลยทีเดียว จะทนอยู่ได้สักกี่เดือนกัน?

พล.ท.นันทเดช “มองขาด” เท่ากับสหรัฐฯที่ “ตูดขาด” ที่ตอนนี้หนี้สินสูงท่วม “เทพีสันติภาพ”

ถ้าอิหร่านเล่นลูกล่อ-ลูกชน “ดึงเช็ง” นานไปซักระยะ สหรัฐฯ ซึ่งเตี้ยแล้วยังอุ้มค่อมอิสราเอล ประเทศฉิบหายละลายล้มแน่!

เพราะอะไรน่ะหรือ ผมตอบไม่ถูก ต้องอาศัยคุณ “Daud Abdulrahman” ช่วยตอบ

………………………………………

Daud Abdulrahman

#เผาเงินกลางอากาศ สหรัฐฯ สูญเงิน 2 พันล้านดอลลาร์ภายใน 4 วันได้อย่างไร

เสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศและเสียงระเบิดในตะวันออกกลาง ไม่ได้เพียงคร่าชีวิตผู้คนเท่านั้น

แต่ยังเหมือนกับกำลัง “เผาเงินสด” ทิ้ง ในระดับที่ยากจะจินตนาการได้

ท่านผู้อ่านที่ติดตามปฏิทินภูมิรัฐศาสตร์ของโลกอย่างใกล้ชิด กำลังได้เห็นหายนะทางเศรษฐกิจด้านการทหารที่รุนแรงอย่างยิ่ง

สงครามสมัยใหม่ในปัจจุบัน…..

ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีทหารมากที่สุด หรือใครมีรถถังล้ำสมัยที่สุดอีกต่อไป

แต่กลับกลายเป็นเกม “คณิตศาสตร์ของต้นทุน” เพื่อดูว่าใครจะเป็นฝ่ายที่ “กระเป๋าเงินรั่ว” และแห้งก่อน

ไม่นานมานี้ รายงานจาก Anadolu Agency ได้เปิดเผยสถิติที่น่าอับอายอย่างยิ่งสำหรับฝ่ายบริหารในวอชิงตัน

สำนักข่าวระหว่างประเทศดังกล่าว ประเมินว่า สหรัฐอเมริกา สูญเสียมูลค่าอุปกรณ์ทางทหารไปเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สิ่งที่ดูเหลือเชื่อที่สุดคือ….

ความสูญเสียมหาศาลนี้ เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงสี่วันแรก ของปฏิบัติการทางทหารที่เผชิญหน้ากับอิหร่าน!

“เงิน 2 พันล้านดอลลาร์” หากนำไปแก้ปัญหาคนไร้บ้านในประเทศของตนเอง อาจจะเกิดประโยชน์มากกว่าการนำไปใช้ในการสังหารมนุษย์ด้วยซ้ำ จริงไหม?

หากแปลงเป็นเงินบาท จำนวนนี้ เท่ากับประมาณ  6.24 หมื่นล้านบาท ที่กลายเป็นเถ้าถ่านกลางอากาศและท้องทะเล

ตัวเลขนี้น่าตกใจอย่างมาก….

จนทำให้นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมในเพนตากอนเอง ยังต้องเหงื่อตก เมื่อนึกถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องออกไป

เพื่อไม่ให้สับสนในเรื่องตัวเลข ลองมาวิเคราะห์ตามหลักภูมิรัฐศาสตร์และเหตุผลกันว่า เงิน 2 พันล้านดอลลาร์นั้นหายไปไหน?

คำตอบอยู่ที่ ความเสียหายของ “ยุทโธปกรณ์” ราคาแพงมหาศาลและยุทธวิธีสงครามแบบ “อสมมาตร”

รายงานของ Anadolu Agency ระบุว่า ความเสียหายใหญ่ที่สุดเกิดจากการโจมตีระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า AN/FPS-132 ของสหรัฐฯ ในกาตาร์

เพียงระบบเรดาร์ขนาดมหึมานี้ ก็มีมูลค่ามากกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.43 หมื่นล้านบาท)

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบินขับไล่ F-15E จำนวน 3 ลำ ถูกทำลายที่ฐานทัพอากาศแห่งหนึ่งใน คูเวต

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น …..

ส่วนประกอบเรดาร์ขั้นสูงของระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ที่ประจำการอยู่ใน “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์”

ก็รายงานว่า “ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง” จากการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม

นอกจากความเสียหายทรัพย์สินในฐานทัพแล้ว กองทัพสหรัฐฯยังต้องยิงขีปนาวุธสกัดกั้นจำนวน “หลายร้อยลูก” เพื่อทำลายโดรนโจมตีแบบพลีชีพ

เพื่อให้เข้าใจต้นทุนมากขึ้น

ขีปนาวุธสกัดกั้นจากระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่างแพตรีออต มีราคาประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ต่อหนึ่งลูก (ประมาณ 124.8 ล้านบาท/ลูก)

หากเป็นขีปนาวุธสกัดกั้น SM-3 จากเรือรบระบบ Aegis ต้นทุนอาจสูงถึง 10–15 ล้านดอลลาร์ต่อการยิงหนึ่งครั้ง (ประมาณ 312 – 468 ล้านบาท)

ลองจินตนาการดู เมื่อฝ่ายตรงข้ามปล่อยโดรนออกมาเป็นร้อยลำ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตโดรนหนึ่งลำมีเพียงประมาณ 20,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 624,000 บาท)

มหาอำนาจทางทหารต้องกดปุ่มยิงขีปนาวุธราคาหลายล้านดอลลาร์ เพียงเพื่อยิงโดรนที่มีราคาถูกกว่ารถซีดานหนึ่งคันเสียอีก

และยังไม่รวมถึงความสูญเสียของโดรนสอดแนมรุ่นล้ำสมัยอย่าง MQ-9 Reaper ที่มีราคามากกว่า 30 ล้านดอลลาร์ต่อเครื่อง

เมื่ออาวุธราคาแพงเหล่านี้ ถูกยิงตกหรือถูกทำลายในอากาศ แท้จริงแล้ว “เงินภาษีของประชาชนอเมริกัน” กำลังปลิวหายไปกับสายลม

ในความเป็นจริง พวกเขากำลังถูกดึงเข้าสู่ “กับดักทางเศรษฐกิจ” ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนแรงทางการเงินอย่างช้าๆ

คำถามคือ ใครกันที่พอใจที่สุด ที่เห็นสหรัฐฯ ต้องสูญเสียเงินมหาศาลเช่นนี้?

ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกกำลังเตือนว่า

สงครามตัวแทน (Proxy War) ที่ยืดเยื้อเช่นนี้ ไม่เพียงทำให้โครงสร้างทางทหารอ่อนล้า แต่ยังอาจกลายเป็น ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจของโลก

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจพุ่งสูงอย่างรุนแรง หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคนั้นถูกโจมตี

ขณะเดียวกัน เส้นทางขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศก็เริ่มตึงเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะการโจมตีและขัดขวางเรือสินค้าในทะเลแดงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการฮูตี

เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกในเวลานี้ จึงอยู่ในสถานะที่เปราะบางอย่างยิ่ง

แม้สหรัฐอเมริกา จะมีความสามารถในการพิมพ์เงินจำนวนมาก แต่กำลังการผลิตอาวุธของโรงงานก็มีข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์

การผลิตขีปนาวุธเทคโนโลยีขั้นสูงต้องใช้เวลาหลายเดือน แต่ในสนามรบจริง สต็อกเหล่านั้น อาจหมด “ภายในคืนเดียว” ของการสู้รบที่รุนแรง

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงนี้ กำลังเผยให้เห็นความจริงอันขมขื่นว่า “เทคโนโลยีที่แพงที่สุดในโลก” ไม่ได้หมายความว่าจะนำมาซึ่งชัยชนะอย่างแน่นอน

บางครั้ง ประเทศที่มีทรัพยากรน้อยกว่า แต่มีความอดทนและใช้ยุทธวิธีอสมมาตรอย่างชาญฉลาด

ก็สามารถทำให้มหาอำนาจต้องเหนื่อยล้าทั้งด้านการทหารและการเงินได้

ซุบฮานัลลอฮ์… รายงานค่าใช้จ่ายของสงครามเช่นนี้ ทำให้เราเห็นชัดว่า “สันติภาพมีราคาที่สูงเพียงใด”!

สงครามไม่เคยนำกำไรสู่ประชาชนทั่วไป แต่กลับกลายเป็น  “หลุมดำ” ที่กลืนกินความมั่งคั่งของประเทศ เพียงเพื่อสนองอัตตาของ “ผู้มีอำนาจ”

ขอให้ประเทศของเราห่างไกลจากความขัดแย้งนองเลือดเช่นนี้และยังคงยืนหยัดรักษาเอกราชและสันติภาพต่อไป.

………………………………..

ครับ….

หมดจด จนไม่เหลืออะไรให้ผมตบตูด ดังนั้น..จบ!

เปลว สีเงิน

       ๖ มีนาคม ๒๕๖๙

Line Open Chat *เพิ่มช่องทางการรับข่าวสาร จากเว็บไซต์ *อ่านคอลัมน์ เปลว สีเงิน ก่อนใคร *ส่งตรงถึงมือทุกคืน *เปิดกว้างเพื่อแฟนคอลัมน์พูดคุยแบบกันเอง ทุกเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ฯลฯ

 

Written By
More from plew
เรื่อง “คนโกง” บ้านผม! – เปลว สีเงิน
เปลว สีเงิน พูดกันนัก…… คนทำดี “ปกบ้าน-ป้องเมือง” ถือซื่อ-ถือสัตย์ ชีวิตมีแต่ “อัตคัด” กับ “คุก” มันก็ “ถูกของเขา”...
Read More
0 replies on “สหรัฐฯ “ตกหลุมดำ” #เปลวสีเงิน”