18 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อการจัดสรรงานในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ภายหลังพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง ว่า ผลการเลือกตั้งที่พรรคได้ ส.ส.มากกว่า 190 เสียง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิทัศน์การเมืองไทย เนื่องจากฐานเสียงระดับดังกล่าวทำให้พรรคมีเสถียรภาพทางการเมืองสูง และมี “ทุนทางการเมือง” เพียงพอที่จะมุ่งเน้นคุณภาพของรัฐบาล มากกว่าการประคองเสียงข้างมากแบบเปราะบางเช่นในอดีต
ดร.สติธร ระบุว่า โอกาสสำคัญของพรรคในขณะนี้ คือการพิสูจน์คำมั่นเรื่องการตั้ง “รัฐบาลมืออาชีพ” ให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการแสดงผลลัพธ์เชิงนโยบายและประสิทธิภาพการบริหารอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ “พูดแล้วทำ” และตอบสนองความคาดหวังของผู้ลงคะแนนเสียง รวมถึงกลุ่มชนชั้นกลางและภาคธุรกิจที่หันมาให้การสนับสนุนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้พรรคจะชนะอย่างชัดเจนในระบบเขต แต่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อเพียง 19 ที่นั่ง การดึงพรรคที่มีฐานเสียงบัญชีรายชื่อเข้าร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและพรรคขนาดเล็ก จะช่วยเสริมความชอบธรรมเชิงโครงสร้าง ทำให้รัฐบาลมีภาพเป็น รัฐบาลแห่งฉันทามติ มากกว่ารัฐบาลของพรรคเดียว และสะท้อนความหลากหลายของเสียงประชาชนในระดับประเทศ
สำหรับโจทย์สำคัญต่อจากนี้ คือการแปลงชัยชนะทางการเมืองให้เป็นความสำเร็จด้านการบริหาร โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนจับตามองมากที่สุด ดร.สติธร เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยควรมุ่งดูแลงานหลักทั้งสองด้าน และจัดทีมรัฐมนตรีที่มีความเชี่ยวชาญจริงเข้าทำงาน
ทั้งนี้ แนวทางที่เหมาะสมคือการบริหารแบบ “คลัสเตอร์กระทรวง” ที่เน้นการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงาน มากกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายมีเอกภาพและเกิดผลลัพธ์ชัดเจน หากสามารถสร้างระบบการทำงานที่บูรณาการได้จริง จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์จากพรรคการเมืองฐานต่างจังหวัด ไปสู่พรรคระดับชาติที่มีศักยภาพแก้ปัญหาประเทศอย่างครบวงจร
ดร.สติธร ระบุด้วยว่า หากรัฐบาลสามารถสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพยาวนาน แต่ยังเพิ่มโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยกลับมาชนะการเลือกตั้งในอนาคตได้อีกครั้ง โดยการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงชัยชนะเชิงจำนวนที่นั่ง แต่เป็นบททดสอบว่าพรรคจะสามารถยกระดับจากผู้ชนะทางการเมือง ไปสู่ผู้บริหารประเทศอย่างมืออาชีพได้หรือไม่.
