29 มกราคม 2569 จากกรณีที่ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความถึง นายจเด็ศ จันทรา ผู้สมัคร ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย เพื่อวิพากษ์วิจารณ์กรณีการจัดทำป้ายหาเสียงของผู้สมัครเบอร์ 4 ที่ใช้โทนสีส้มและไม่มีโลโก้พรรคเพื่อไทย รวมถึงพฤติการณ์การหาเสียงที่ถูกกล่าวหาว่าชักชวนให้ประชาชนเลือกผู้สมัครเบอร์ 4 แต่กลับบอกให้เลือกพรรคเบอร์ 46 (พรรคประชาชน) ซึ่งนายปดิพัทธ์มองว่าเป็นการหาเสียงแบบทิ้งพรรคต้นสังกัด สร้างความสับสน และเรียกร้องให้หันมาแข่งขันกันด้วยการขึ้นเวทีดีเบตแทนนั้น
ล่าสุด นายจเด็ศ จันทรา ผู้สมัคร ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวชี้แจงในคอมเมนต์ของนายปดิพัทธ์ เพื่อตอบข้อสงสัยและข้อกล่าวหาดังกล่าวให้ชัดเจนครบทุกประเด็น โดยมีรายละเอียดดังนี้
นายจเด็ศขอชี้แจงตามที่นายปดิพัทธ์ตั้งข้อสังเกตว่า ป้ายหาเสียงของตน ทั้งชื่อและหมายเลข 4 นั้น “ใช้สีแดงตามแบบก่อนการผลิต” ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพประกอบแนบไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากป้ายหาเสียงเบอร์ 4 ที่ปรากฏตามสื่อหรือที่ติดตั้งไปก่อนหน้านี้ ทำให้พี่น้องประชาชนบางท่านเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ตนขอน้อมรับและขออภัยมา ณ ที่นี้ พร้อมรับปากว่าจะปรับแก้ไขให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และหากมีส่วนใดที่สีดูใกล้เคียงจนเกิดความสับสน ก็ยินดีแก้ไขและผลิตใหม่ทั้งหมด
กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าตนไปบอกให้เลือกเบอร์ 4 และเลือกพรรคอื่นนั้น นายจเด็ศขอปฏิเสธและ “ขอหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงคำกล่าวหาลอยๆ” โดยยืนยันว่าทุกครั้งที่ลงพื้นที่ ได้แนะนำตัวชัดเจนว่าเป็น “ผู้สมัครเบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย เบอร์ 9” และตลอดการหาเสียงไม่เคยพูดโจมตีหรือพาดพิงพรรคอื่น รวมถึงพรรคประชาชนแต่อย่างใด
สำหรับข้อเรียกร้องเรื่องเวทีดีเบต นายจเด็ศชี้แจงถึงเหตุผลที่ไม่ได้เข้าร่วมในครั้งก่อนว่า ก่อนวันจัดงาน “น้องโฟล์ค” (ผู้สมัครจากพรรคประชาชน) ได้โทรศัพท์มาพูดคุยว่าตัวเขาอาจจะไม่ไป ตนจึงได้แจ้งกลับไปว่าตนติดภารกิจที่รับปากไว้ล่วงหน้าเช่นกัน แต่ต่อมาในวันจัดดีเบต น้องโฟล์คแจ้งว่าจะไปเข้าร่วม ซึ่งตนก็ไม่ได้มีปัญหา เพียงแต่ตนไม่สามารถเคลียร์งานเดิมที่รับปากไว้ได้ทัน อย่างไรก็ตาม “จะมีเวทีดีเบตอีกครั้งในวันที่ 31 นี้ ซึ่งขอยืนยันว่าจะเข้าร่วมแน่นอน” จึงฝากพี่น้องประชาชนติดตามและเป็นกำลังใจด้วย
นายจเด็ศทิ้งท้ายว่า หากมีข้อสงสัยประเด็นใด สามารถติดต่อสอบถามตนได้โดยตรง ยินดีชี้แจงด้วยความจริงใจ และอยากให้การหาเสียงครั้งนี้เป็น “การแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ เคารพกัน และวัดกันที่ตัวคนและนโยบายของแต่ละพรรค”.
