ผักกาดหอม
ทำไมต้องตรวจสอบ ไทยพีบีเอส
ที่จริงมันไม่มีอะไรซับซ้อนเลย
ง่ายๆ ก็แค่ไทยพีบีเอสไม่ใช่สื่อเอกชน
ไทยพีบีเอส ใช้เงินจากภาษีประชาชน แม้จะเป็นภาษีบาปก็ตาม
ไม่ต้องคำนึงถึงผลประกอบการ
ไม่ต้องสนใจยอดไลก์ยอดแชร์
ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดขององค์กร
แค่ผลิตงานที่มีคุณภาพตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเท่านั้น
นั่นคือไทยพีบีเอสที่เรารู้จัก
แต่ที่ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันคือ นักการเมืองเตรียมจะแก้ไขพระราชบัญญัติไทยพีบีเอส เปลี่ยนระบบงบประมาณ จากเดิมที่ใช้เงินจัดสรรจากค่าธรรมเนียมพิเศษ ๑.๕% ของผู้ประกอบการสุราและยาสูบ ไปเป็นระบบงบประมาณแผ่นดินที่ต้องผ่านการอนุมัติจากฝ่ายบริหาร
เกรงว่ารัฐบาลจะแทรกแซงด้วยการใช้งบประมาณเป็นเงื่อนไข
รัฐบาลจึงถูกโจมตีว่าต้องการแทรกแซงสื่อ
มันก็มีทั้งเป็นไปได้ และไม่ได้มีเจตนาให้เป็นเช่นนั้น แต่วันนี้ประเด็นถกเถียงดูจะเลยเถิดจนจับหลายเรื่องมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน
เท่าที่เห็นถกเถียงกันเป็นสาธารณะกับทีวีสาธารณะนี้ ต้องแยกประเด็นครับ
เรื่องความเป็นอิสระในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเรื่องหนึ่ง
ส่วนเรื่องการบริหารในองค์กรก็อีกเรื่องหนึ่ง
ถ้าเอา ๒ เรื่องนี้มาปนกัน แล้วไปสรุปว่า ไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระ องค์กรภายนอกเข้าไปตรวจสอบไม่ได้ ก็คงจะไม่ใช่
ก็อย่างที่เห็นครับพอมีการนำเสนอข้อมูลออกมา การบริหารภายในของไทยพีบีเอสถูกตั้งคำถามเยอะพอควร ถึงความโปร่งใส
โดยเฉพาะการใช้เงิน
ทีนี้มันเป็นเรื่องเป็นราวให้สาวกันไม่หยุด เพราะฝ่ายที่ปกป้องไทยพีบีเอส ก็ปกป้องแบบไม่ลืมหูลืมตา หลังจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงข่าวว่า เมื่อปลายปี ๒๕๖๘ สตง.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ในองค์กรถึงการใช้จ่ายเงินไม่เป็นไปตามระเบียบ
มีเจตนาทำให้องค์กรเสียหายหลายประเด็น!
โดยเฉพาะการจัดหาผู้ทำข่าว, เจ้าหน้าที่ระดับสูงใช้ทรัพย์สินไม่เป็นไปตามระเบียบ และการบริหารงานที่ผ่านมาไม่มีผลสัมฤทธิ์และไม่มีประสิทธิภาพ
ไทยพีบีเอสเป็นองค์กรใหญ่ ต้องได้รับการตรวจสอบ จึงได้ตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องขึ้นมาทำงานแบบบูรณาการ เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคมและได้ออกรายงานไปแล้ว ๒ ฉบับ
เหลือรายงานการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ยังไม่ออกรายงาน
ส่วนรายละเอียดมีปรากฏตามสื่อทั่วไปครับ
แต่มันมีประเด็นว่า คนที่สนับสนุนไทยพีบีเอส โจมตีสตง. ทำนองตัวเองทุจริตจนตึกถล่มยังมีหน้าตรวจสอบคนอื่น
แถมคดีไม่คืบ หาคนผิดไม่ได้
เป็นเรื่องจริงครับที่ สตง.มีปัญหาความโปร่งใส จนทำให้ตึก สตง.ที่กำลังก่อสร้างถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวปีก่อน แต่ถ้าไปสรุปว่า สตง.ไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบใครได้อีกมันก็ไม่ใช่
สตง.ยังคงเป็นองค์กรตรวจสอบ มีกฎหมายรองรับในการทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ต่างจากไทยพีบีเอส
ทาง สตง.เขายืนยันว่าคดีคืบ มีการชี้แจงผ่านสื่อในโซเชียลว่า…
กรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ปัจจุบันในส่วนของคดีอาญา พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จำนวน ๒๓ ราย ต่อศาลอาญา
คดีอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล จึงยังไม่มีข้อยุติถึงความรับผิดของบุคคลใด จนกว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
ทีนี้มาดูรายละเอียดของคดี
ในคดีอาญามีการสั่งฟ้อง ๒๓ ราย
พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ทั้ง ๒๓ รายนี้ ต่อศาลอาญา ในฐานความผิดเกี่ยวกับการออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างอาคารไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง
ความคืบหน้าของคดี อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลอาญา
ยังมีคดีอื่นๆ ไม่ต่ำกว่า ๔ คดี
มีจำเลยที่เกี่ยวข้องรวมมากกว่า ๓๐ ราย
ในส่วนของ ดีเอสไอ และ ป.ป.ช.นั้น ดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้องในความผิดกรณีนอมินีตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
ขณะที่ สตง.ส่งหลักฐานให้ ป.ป.ช.ไต่สวนเพิ่มเติม ประเด็นการฮั้วประมูลและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง
ในส่วนที่ สตง.ดำเนินการเอง คือการบอกเลิกสัญญากับคู่สัญญา พร้อมเรียกร้องค่าเสียหาย
นั่นคือความคืบหน้า
มันง่ายครับที่จะบอกแค่ว่า สตง.ไม่โปร่งใส ไม่ควรตรวจสอบคนอื่น
มันก็เหมือนกับคำพูดที่ว่า ไทยพีบีเอส เอางบประมาณจากภาษีประชาชนมาถลุง หมดไปกับการแจกจ่ายให้กับพรรคพวกคนคุ้นเคย กีดกันคนนอกรับงาน
ฉะนั้นหากเชื่อในความเป็นอิสระของทีวีสาธารณะ สิ่งที่ต้องให้น้ำหนักไม่แพ้กันคือความโปร่งใสในองค์กร
การตรวจสอบการเบิกจ่ายและใช้ทรัพย์สินที่ตรวจสอบโดย สตง.พบปัญหาการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญโดยไม่มีระเบียบรองรับ
ประเด็นการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญระหว่างปี ๒๕๖๖-๒๕๖๘ พบว่าไม่มีระเบียบหรือกฎหมายรองรับที่ชัดเจน
อาศัยเพียงการอนุมัติทางการเงินชั่วคราวภายใต้กรอบวงเงินตามคำสั่งมอบอำนาจ
เมื่อมีการประกาศใช้ระเบียบ กสทช. ในปี ๒๕๖๗ ทำให้หลักเกณฑ์เดิมไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก การเบิกจ่ายในปี ๒๕๖๘ จึงถือเป็นการใช้จ่ายโดยไม่มีระเบียบรองรับ
รวมมูลค่าความเสียหายจากการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างประมาณ ๑๕ ล้านบาท
ความเสียหายจากการจ้างบุคลากรกว่า ๖๕ ล้านบาท
รวมเป็นเงินเกือบ ๘๕ ล้านบาท
ทางฝั่งไทยพีบีเอสชี้แจงทันควัน
ประเด็นค่าตอบแทนแขกรับเชิญ ไม่ได้สูงมาก แต่เมื่อนำตัวเลขรวม ๓ ปีมานำเสนอ อาจทำให้ดูเป็นจำนวนเงินที่สูง โดยค่าตอบแทนอยู่ที่ประมาณ ๑,๐๐๐-๑,๒๐๐ บาทต่อครั้ง
การจ่ายค่าตอบแทนเป็นไปตามกฎระเบียบขององค์กร ไม่มีการทุจริต และสามารถตรวจสอบได้
ส่วนกรณีการใช้รถยนต์ส่วนกลางของผู้บริหาร ยังไม่มีคำตอบเพราะ สตง.ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด
นั่นคือคำชี้แจง แต่จะฟังขึ้นหรือไม่ ก็เป็นอิสระทางความคิดของแต่ละคน
แต่ประเด็นที่งอกเพิ่มขึ้นมาคือ “กฎระเบียบขององค์กร” ที่ว่านี้มีกฎหมายรองรับหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องการใช้เงินแผ่นดิน.
