เปลว สีเงิน
คุยเรื่อง “ไล่พระ-ยึดวัด” ไปวันก่อน ก็ยังไม่สิ้นกระแสนรก
ฉะนั้น วันนี้ มาคุยกันต่อ
หลังจาก “ป้าดา” หลานเมีย “นายเฮียง พิมพ์ศรี” อ้างว่าโฉนดยังเป็นชื่อนายเฮียง ไม่ได้ถวายให้วัด
ฉะนั้น ที่ดินกว่า ๒๑ ไร่ ที่เป็น “วัดป่าอดุลยาราม” ในเขตเมืองขอนแก่น ก็ยังเป็นของนายเฮียง
ฉะนั้นให้เวลา ๑๕ วัน
“พระต้องย้ายออกไปจากวัด”!
“ป้าดา” ในฐานะญาติและเป็นตัวแทนลูกๆ นายเฮียง
เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินผืนนี้!
ขอยื่นคำขาด “พระต้องออกไป”
ที่ดินต้องเป็นของป้าดาและทายาท
ว่าพลางป้าดาก็ควัก “โฉนดฉบับคัดลอก” ออกโชว์
เป็นการยืนยันว่า…นี่ไง โฉนดอยู่ที่ชั้น
ไม่ใช่ของวัด!
ว่าพลางก็ทำการปิดประตูวัด
ปิดประตูยังไม่พอ
เอาแท่งซีเมนต์กลวงมาตั้งขวางทับอีกชั้น
ก็ยังไม่สาแก่ใจป้าดา
สั่งลูกน้องเอาปูนซีเมนต์มาหยอดแท่งปูนนั้นให้ติดกับพื้น
เรียกว่า“ขังพระ”แล้ว
ยังเกรงใครจะมายกแท่งปูนออกให้พระอีกแน่ะ!
ทำแบบนี้ ระวังนะป้า
ถ้ากรรมตามทันวันไหน เกิดรูทวารตัน
“ขี้ไม่ออก-เยี่ยวไม่ออก” ถึงตายเชียวนะ!
แต่เมื่อวาน (๑๔ ส.ค.๖๙)
“เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม” นำขบวนโดย
ตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น
ดร.ประยุทธ์ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม, นายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักพุทธฯ
นางเนตรทิพย์ เจริญวัย ผอ.สำนักพุทธฯขอนแก่น
พากันไปที่ “สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น”
ท่านเจ้าอาวาสนำ “โฉนดที่ดิน” ฉบับจริง มาแสดง
ขอโอนโฉนดจากชื่อ “นายเฮียง พิมพ์ศรี”
เป็นของ “วัดป่าอดุลยาราม”
“นายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก” เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ตรวจสอบโฉนดแล้ว
ยืนยันว่าเป็นโฉนดที่ดินฉบับจริง เนื้อที่กว่า ๒๑ ไร่
แล้วให้ท่าน “เจ้าอาวาส” เซ็นเอกสาร
ขอรับ “โอนโฉนด” เป็น “กรรมสิทธิ์ของวัด”
นี่เป็นเพียงขั้นตอนขั้นต้นเท่านั้น
ต่อไปก็เข้าสู่กระบวนการหลังจากที่ทางเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามได้นำโฉนดที่ดิน มาตรวจสอบและยืนยันได้แล้วว่าเป็นฉบับจริง
แต่การเปลี่ยนแปลงผู้ถือกรรมสิทธิ์
เจ้าพนักงานที่ดิน จะต้องปฎิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย
แม้ศาลได้มีการตัดสินให้เป็นที่ของวัดแล้วก็ตาม
ขั้นตอนต่อไปนั้น
ต้องทำตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๔ ให้ครบถ้วน
ยังโอนให้เสร็จในวันเดียวยังไม่ได้
ต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบรายละเอียดของวัด
สำรวจแผนผัง
สำรวจทรัพย์สิน
กุฏิวัด ว่าตั้งอยู่บริเวณใดในพื้นที่วัด
จากนั้น ส่งเรื่องไปยังที่ว่าการอำเภอ
เพื่อตรวจสอบว่ามีผลกระทบกับชุมชนหรือไม่
เสร็จขั้นตอนต่างๆ ทางอำเภอก็ส่งกลับไปที่ผู้ว่าฯ
ถ้าทุกอย่างไร้ปัญหา การโอนโฉนดเป็นของวัดก็จบ
“พระครูอดุลสารนิเทศ”
เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม กล่าวว่า
ตั้งแต่เหตุการณ์เกิดขึ้น จนได้ขึ้นฟังคำพิพากษา
ฝ่ายโจทก์คือ “นางดารินี” ไม่เคยคุยกันโดยตรง
ผู้ที่ติดตามมาฟังคำพิพากษาด้วย
ก็ไม่พูดกับทางวัดแม้แต่คำเดียว!
“ทางหลวงพ่ออยากจะพูดคุยมาโดยตลอด เพื่อหาทางออกที่ดีในเรื่องนี้ แต่กลับเงียบ เหมือนกับไม่อยากให้หลวงพ่อรู้ว่าจะทำอะไร จะปกปิดเป็นความลับมาโดยตลอด”
พร้อมอยากบอกไปยัง “ป้าดา” ว่า
“ให้รักษาอารมณ์ รักษาคำพูด ไม่พูดโดยการใช้อารมณ์ พูดช้าๆ”
……………………………….
นี่….
เรื่องมันก็คืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง
การที่ “ป้าดา” จะสำแดงศักดานุภาพ “เอาที่วัด” มาเป็นของตนนั้น พูดได้คำเดียว
ในขณะที่ป้าด า“ปิดประตูวัด”
“ประตูนรก” ก็เปิดอ้า!
“ว.ณ เมืองลุง” ปรมาจารย์นิยายกำลังภายในเพื่อนผม
แปลคำนี้ 苦海无边,回头是岸 ไว้ว่า
“ข้างหน้าคือห้วงเหว กลับหลังหันคือฟากฝั่ง”
ก็อยากบอกป้าดาว่า “กลับใจก่อนนรกเปิด” เถอะป้า!
“วัดป่าอดุลยาราม” นี้
เท่าที่ผมดูสภาพวัดจากภาพข่าวแล้ว
ต้องบอกว่า…
นอกจากทรุดโทรมแล้ว
ยังถูกปล่อยให้ “เสื่อมโทรม” อีกตะหาก!
ต่างกับวัดในสกุล “วัดป่า…” ทั้งหลาย
ที่พระคุณเจ้าจะรักษาคำว่า….
“สะอาด…เป็นระเบียบ…สงบ..ร่มเย็น”
สมกับคำว่า “วัดป่า”
ยิ่งพอได้อ่านโพสต์ต่อจากนี้ เมื่อวาน
ก็รับรู้ได้ว่า…ไม่ใช่ผมคนเดียวที่รู้สึกเช่นนั้น
………………………………
“ศุภมาส เสนะเวส”
เรื่องวัดดังที่เป็นข่าวยัยป้าที่ไม่ใช่ทายาทโดยธรรม พยายามแย่งที่ดินในตอนนี้
เมื่อวานนี้ มีเพื่อนรุ่นน้องอดีตนายพลตำรวจ (เกษียณแล้ว) เขาอยู่แถวนั้น ก็เลยแวะไปดูพื้นที่
ตามประสานายตำรวจเก่าที่ชอบแสวงหาข้อมูล
พอดีโทรฯ คุยธุระอื่น เลยได้เมาท์เรื่องนี้กัน
คือที่ผืนนี้ เจตนาของเจ้าของที่ ก็ยกให้วัดนั่นแหละ
พื้นที่เดิมเป็น “ป่าช้าเก่า”
มีทั้งเจดีย์บรรจุอัฐิและหลุมศพทับถมกันแต่นานมา
ซึ่งใช้เป็นที่ฝังศพไร้ญาติ ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
สภาพปัจจุบัน
นอกจากหลุมศพ และเจดีย์เล็ก-เจดีย์น้อยบรรจุอัฐิแล้ว
ก็เป็นป่ารกร้าง
ขยะกลื่อนกลาดไปหมด
ไม่ได้มีการพัฒนาอะไร
แต่คงเพราะบริเวณรอบๆ เป็นคอนโดมิเนี่ยม
ที่ดินเลยมีราคาพุ่งทะยาน
ไอ้พวกอาเจ๊ ป้านั่น เห็นว่าวัดไม่เข้าทำประโยชน์มั้ง
ก็เลยคิดทวงคืนหน้ามึน ๆ
ส่วนวัด มีพระอยู่ ๑๖ รูป
ก็ปล่อยปละละเลยรกร้าง กลายเป็นที่ทิ้งขยะ
ต้นไม้รก พระก็ไม่ระดมคนทำความสะอาดเสียบ้าง
อันที่จริง พระต้องกวาดวัดนะ
ถ้าไม่มีลูกศิษย์วัด หรือเงินอุดหนุนให้จ้างบุคลากรประจำ
การกวาดวัด เป็นการเจริญสติ ปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง
ทำศาสนสถานให้สะอาดสะอ้าน
เลยคุยกันว่า แล้วถ้าพัฒนา จะทำอะไรได้บ้างล่ะ
จะให้เช่าทำร้านค้า อพาร์ทเมนท์
คนเขาก็คงถือสาว่า “ที่อัปมงคล”
น้องนายพลก็บอกว่า “มันเป็นป่า…พี่”
ก็คงทำเป็นสวนสาธารณะ ที่เดินเล่น ออกกำลังกาย ขี่จักรยาน พักผ่อน
ก็ขำๆ กันว่า แล้วใครจะกล้ามาเดินเล่น มาเที่ยวเล่น
คงกลัวผีกันบ้างแหละ!!!
😄😄😁
ปัญหาโลกแตกจริง
แต่ทางวัดก็มีข้อบกพร่อง คือไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร
คงความเป็นป่าช้าไว้ จวบจนปัจจุบัน
ทัวร์อย่ามาลงอิฉันนาจา ว่าตามเนื้อผ้า
…………………………………….
นี่ก็เป็นอีกมุมหนึ่งที่น่าคิด
ทาง “สำนักพระพทุธศาสนา” หรือทาง “เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น” ผู้ปกครองสงฆ์
จะเข้าไปดูแลหรือบริหารจัดการอย่างไรให้สมกับที่เป็น “วัดป่า” ก็น่าจะคิดอ่านกัน
ที่ดินตั้ง ๒๐ กว่าไร่ เท่าที่ฟัง วัดคงใช้ประโยชน์ไม่เต็มพื้นที่
นอกนั้น ปล่อยให้รกร้าง กลายเป็นที่ทิ้งขยะ
และให้ “ผี” อยู่!
ไปแถบอีสานทุกจังวัด ถ้าเห็นชื่อว่า “วัดป่า” จะเป็นที่รู้กันว่า วัดนี้ เป็นวัดพระปฎิบัติ “วิปัสสนา-กัมมัฏฐาน”
“วิปัสสนา-กัมมัฏฐาน”
คือการฝึกอบรมจิตใจเจริญปัญญาตามคำสอนพระพุทธ องค์
ชาวบ้านจะบอกกันว่า “พระวัดป่าเคร่งมาก”
ซึ่งก็จริง พระวัดป่า ครูบาอาจารย์จะสอนให้สำรวมกาย วาจา ใจ มีสติรู้ ขณะพูด ขณะคิด ขณะทำ
พระป่า นอกจากจิตสะอาดแล้ว
กายท่านก็สะอาด เสนาสนะสงฆ์ก็สะอาด วัดก็สะอาด บริเวณวัดก็สะอาด ทุกอย่างจะเป็นระบียบ เรียบร้อย
สงบ สงัด ร่มรื่น ด้วยต้นไม้ที่ได้รับการดูแลอย่างดี
“วัดป่า” นอกจากพระจะดูแลจิตตัวเองแล้ว
ยังต้องดูแลป่าเป็นพัน-เป็นหมื่นไร่บริเวณวัดด้วย
แต่ “วัดป่าอดุลยาราม” แค่ ๒๑ ไร่
กลับดูแลรักษาให้สะอาดไม่ได้ กลายเป็นที่ทิ้งขยะ
นั่นก็น่าเสียดายนะ!
เปลว สีเงิน
๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๙
