25 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์บทบาทของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเห็นว่าเป็น ยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุก ที่วางเกมให้กัมพูชาเคลื่อนไหวก่อน ก่อนตอบโต้ด้วยหลักฐานข้อเท็จจริง
ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยมีลักษณะคล้ายการเปิดพื้นที่ให้คู่กรณีแสดงข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่อง จนผู้กล่าวหาสะดุดขาตัวเอง เพราะพูดเรื่องเดิมซ้ำซาก แถมเป็นการบิดเบือน ข้อมูล ก่อนที่ไทยจะชี้แจงและหักล้างด้วยเอกสาร หลักฐาน และข้อเท็จจริง ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกอยู่ในฐานะประเทศที่ยึดกติกาสากลและแนวทางสันติ
“หลายคนอาจตั้งคำถามว่าเหตุใดไทยจึงดูเหมือนปล่อยให้กัมพูชานำประเด็นก่อนอยู่เสมอ แต่ในทางการทูต นี่คือการเปิดให้คู่กรณีแสดงเต็มที่ เมื่อข้อมูลไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ความน่าเชื่อถือก็จะลดลงเอง เตรียมการทูตระหว่างประเทศ ชัยชนะหรือพ่ายแพ้ไม่ได้ขึ้นกับจำนวนครั้งในการสื่อสารแต่ขึ้นอยู่กับความหนักแน่นของข้อมูลข่าวสารด้วย” ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าว
นักวิชาการรายนี้เห็นว่า บทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยครั้งนี้สะท้อน การทูตร่วมสมัยที่ใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางการเมือง โดยฝ่ายไทยนำเสนอทั้งเอกสาร แผนที่ หลักฐานภาพ และข้อมูลเหตุการณ์ในพื้นที่ เพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหา พร้อมย้ำว่าประเทศไทยมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ยังประเมินว่า การโต้ตอบอย่างเป็นระบบและสุขุม ช่วยให้คณะทูตและผู้แทนประเทศต่าง ๆ มองไทยในฐานะคู่เจรจาที่เชื่อถือได้มากขึ้น ขณะที่ข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนอาจทำให้ฝ่ายผู้กล่าวหาสูญเสียความน่าเชื่อถือในระยะยาว
ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการทูตยุคใหม่ ไม่ใช่การแข่งขันด้วยถ้อยคำ แต่เป็นการแข่งขันด้วยข้อเท็จจริง และการสื่อสารต่อประชาคมโลกอย่างมีหลักฐานรองรับ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจในเวทีระหว่างประเทศ.
