บุญนำพาสู่พระราชินี

คนปลายซอย

 

 

บุญนำพาสู่พระราชินี   

 

 

วันนี้ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็นวันดี

ดวงจันทร์เข้าเกาะ“มหัทธโนฤกษ์”ตลอดทั้งวัน

หัวใจพสกนิกรไทยปลาบปลื้ม-ปริ่มสุขภายใต้รัสมีไพศาลแห่งพระบุญญาบารมี“สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี”

วันดีๆเช่นนี้……

จะคุยเรื่องอันใดก็หาสมควรไม่ พอดีได้อ่านเรื่อง“พระนางมัลลิกา”ในเว็บ“พลังจิตhttps://palungjit.org ›”

เรื่อง“บุญอะไรส่งให้หญิงสามัญได้เป็นพระราชินีของแคว้นโกศล?

เห็นว่าเหมาะแก่การ สมควรได้อ่านกัน เป็นการเจริญ“ศรัทธา-ปสาธะ”ให้ตั้งมั่นใน“กุศลกรรม” จึงข้อน้อมนำมาเผยแพร่ ดังต่อไปนี้

…………………………………………..

พลังจิตhttps://palungjit.org ›”

@ ชีวิตคนพลิกผันได้เสมอ

บางคนพลิกผันไปในทางร้าย บางคนพลิกผันไปในทางดี

แต่บางคนพลิกผันไปในทางดีหรือร้ายอย่างฉับพลันชนิดที่เรียกว่า“พลิกฝ่ามือ”

ลองศึกษาเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ดู

๐๐“พระเจ้าปเสนทิโกศล”ราชาแห่งแคว้นโกศล มีพระมเหสีเด่นอยู่พระองค์หนึ่ง คือ”พระนางมัลลิกา”

ทรงมีชื่อเสียงดังมาก และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญๆหลายเหตุการณ์

เช่น คราวหนึ่ง“พระเจ้าปเสนทิโกศล”ทรงฝันร้ายน่ากลัว โหรหลวงจึงกราบทูลให้แก้ฝัน ด้วยการให้ประกอบพิธี“บูชามหายัญ”

ซึ่งต้อง“ฆ่าคน”และ“สัตว์ใหญ่”เป็นเครื่องเซ่นสังเวยอย่างละ ๕๐๐ เช่น แพะ แกะ สุกร วัว ควาย และคน ก็ต้องจับมาฆ่าให้ได้ชนิดละ ๕๐๐

จึงเกิดมหกรรมไล่ล่าชีวิตเป็นการใหญ่ เลยทำให้เมืองสาวัตถีที่เคยสงบสุข กลับโกลาหล น่ากลัวเหมือนนรก

ทั้งคนทั้งสัตว์ต่างตกใจและกลัวตาย จึงส่งเสียงร้องเสียงดังอึงมี่ สำหรับคน เมื่อถูกจับตัวไป ก็ร้องไห้คร่ำครวญ ฟังดูโหยหวนน่าเวทนา

เดือดร้อนถึง“พระนางมัลลิกา”ทรงฟังเสียงอื้ออึงนั้นแล้ว พระนางก็ตรัสสอบถามจนได้ความว่า

“มาจากการที่พระสวามีฝันร้ายเป็นเหตุ”

จึงทรงสงสารพวกสัตว์และคนที่จะถูกฆ่า และเมื่อทรงเห็นว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปช่วยแก้ไขสถานการณ์ พระนางจึงเสด็จไปต่อว่าพระสวามี

“มหาราช ทำไมพระองค์ถึงทรงทำอะไรแบบไม่ฉลาดอย่างนี้ “พระพุทธเจ้า”ยังอยู่ทั้งองค์ ทำไมไม่เสด็จเข้าไปถาม  มัวแต่ทรงเชื่อแต่โหรหลวงผู้เบาปัญญาอยู่ได้”

“พระเจ้าปเสนทิโกศล”พระสวามีทรงยอมทำตามที่พระนางเสนอ จึงเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่“วัดเชตวัน”แล้วเล่าความฝันถวาย

หลังจากทรงฟังเรื่องที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเล่าถวายแล้วพระพุทธเจ้าก็แสดงธรรมโปรด

ผลออกมาก็คือ“พระราชาสั่งยกเลิกทำพิธีบูชามหายัญ”แบบสังเวยด้วยชีวิตคนและสัตว์!

สรุปได้ว่า ทั้งคนทั้งสัตว์หลายพันชีวิต รอดพ้นจาการถูกฆ่าบูชามหายัญ ก็เพราะพระปัญญาของพระนางมัลลิกา

“พระราชินี”ที่มีความฉลาดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษย์

ปัญญาของพระนางเป็นประเภท“สชาติปัญญา–ปัญญาที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด”

ฝรั่งเรียกปัญญาประเภทนี้ว่า“innate wisdom/inborn wisdom”

เพื่อยืนยันเรื่องนี้ ผมขอนำเรื่องของพระนางจากคัมภีร์ที่ “พระพุทธโฆสะ”เล่าไว้มาเล่าต่อ….

๐๐“พระนางมัลลิกา”ว่าโดยชาติกำเนิดแล้ว เป็นลูกสามัญชน ครอบครัวยากจน พ่อแม่มีอาชีพเก็บดอกไม้มาทำพวงมาลัยขาย

ทุกวันจะพากันไปที่สวนดอกไม้ของหลวง เพื่อเก็บดอกไม้มาทำพวงมาลัยขาย

รายได้จากการนี้ ทำให้พอมีรายได้เลี้ยงครอบครัวไปในแต่ละวัน

วันหนึ่ง ขณะที่สามพ่อแม่ลูกง่วนอยู่กับการเก็บดอกไม้ ก็มีชายหนุ่มร่างงามคนหนึ่งขี่ม้าเข้ามาในสวน

ท่าทางอิดโรยอ่อนล้า เหมือนเดินทางมาไกล และกำลังต้องการความช่วยเหลือบางเรื่องอยู่

นางมัลลิกาเห็นดังนั้น จึงเข้าไปทักทาย เมื่อทราบว่า เขาต้องการน้ำดื่ม จึงแบ่งน้ำดื่มที่มีติดตัวมาให้

แต่ก่อนให้ดื่ม เธอคิดได้ว่า…

“ชายคนนี้กำลังกระหายน้ำ ธรรมดาคนกระหายน้ำ เมื่อได้น้ำจะรีบดื่มอึกๆเลย การรีบร้อนดื่ม อาจทำให้เขาสำลักได้…”

นางจึงเอาดอกไม้ใส่ลงไป ทำให้ชายหนุ่มต้องดื่มอย่างระมัดระวัง จะรีบดื่มตามที่อยากดื่มไม่ได้

เขาต้องค่อย ๆเป่า แหวกดอกไม้ออกไปก่อนจึงดื่มได้

“ประหลาดจริง ฉันหิวน้ำ อยากดื่มเต็มแก่ แต่เธอกลับทำให้ฉันต้องชะงัก ทำไมเธอจึงทำอย่างนั้น ?”

ชายหนุ่มถาม หลังจากวางขันลง

“นายท่าน”มัลลิกาเอ่ยตอบ

“คนดื่มน้ำเพราะความหิวกระหาย ทำให้สำลักได้ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เพื่อให้ท่านปลอดภัย ฉันจึงต้องใส่ดอกไม้มากันไว้”

“อย่างนั้นเหรอ ?”

ชายหนุ่มอุทาน พร้อมทั้งประทับใจในความฉลาดของหญิงสาว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้แต่ยิ้มขอบใจ แล้วควบม้าจากไป

๐๐ วันรุ่งขึ้น สามพ่อแม่ลูกตกใจ เพราะมีคนมาแจ้งให้ทราบว่า“พระเจ้าปเสนทิโกศล”มีพระราชโองการให้มาเชิญตัวลูกสาวเข้าไปในวัง

และยิ่งงงมาก เมื่อคนที่มาแจ้งว่า“พระราชาให้มาขอลูกสาวไปเป็นพระราชินี”

เรื่องเป็นจริงอย่างว่า เมื่อเจ้าหน้าที่เชิญตัวมัลลิกาเข้าไปในวังแล้ว ครู่เดียว ชายหนุ่มรูปงาม ที่พบเมื่อวาน ก็ปรากฏกายต่อหน้าเธอ

เขาคือ“พระเจ้าปเสนทิโกศล”พระราชาหนุ่มแห่งแคว้นโกศล

ขณะเผชิญหน้ากัน มัลลิกาแม้จะตื่นเต้นหวั่นไหว แต่ก็ตั้งสติข่มความรู้สึก

พร้อมฟังพระราชาตรัสเล่าถึงความประทับใจของพระองค์ที่มีต่อนาง สุดท้ายเธอได้ยินพระองค์ตัดบทว่า

“เพราะเหตุนี้ จึงอยากได้นางมาเป็นพระอัครมเหสีคู่ราชบัลลังก์”

๐๐มัลลิกาหญิงสามัญชนชั้นต่ำสุด สามารถปรับตัวได้ดี

หลังจากครองตำแหน่งพระราชินีได้ไม่นาน ก็สามารถครองพระทัยพระสวามีได้เหนือพระมเหสีพระองค์อื่น

พระราชาทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้พระนางว่าราชกิจเคียงคู่กับพระองค์ และโปรดเกล้าฯให้เป็น“พระอัครมเหสี”(พระมเหสีผู้เป็นเลิศกว่าพระมเหสีพระองค์ใด)

นี่แหละคือที่มา-ที่ไปของ“พระนางมัลลิกา”ผู้มีชิวิตพลิกผลันแบบพลิกฝ่ามือชั่วเวลาแค่ข้ามคืน

แต่ท่านผู้อ่านหลายท่าน ทราบเรื่องนี้แล้ว อาจคิดว่าเป็นดรามา (drama) แล้วหัวเราะพร้อมทั้งอุทานว่า

“อะไรกัน แค่น้ำดื่มขันเดียว เปลี่ยนชีวิตหญิงยากจนได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ ?”

@ บุญอะไร?

๐๐ แค่ดูตามเรื่อง ผมว่าก็น่าหัวเราะหรอก หากเราไม่คิดถึงเรื่องบุญฤทธิ์หรือฤทธิ์ของบุญ

หรือแม้คิดแล้วก็ยังอดหัวเราะไม่ได้ เพราะว่าบุญที่พระนางทำในชาตินี้ ก่อนได้เป็นพระราชินีมีเพียงนิดเดียว และครั้งเดียว คือ

…..เช้าวันนั้น ขณะเดินถือขนมที่ซื้อมาจะเอาไปกินเองที่สวนหลวง สาวขายพวงมาลัยคนนี้ ได้พบพระพุทธเจ้าออกบิณฑบาต

จึงเกิดศรัทธา เอาขนมใส่บาตร

พระพุทธเจ้าก็ทรงรับ และเสวย

แล้ววันนั้นเอง ตอนบ่ายแก่ ๆ เธอก็ได้พบ“พระเจ้าปเสนทิโกศล”พระราชาหนุ่มผู้เข้ามาพลิกชีวิตของเธอ

สติปัญญาแบบเราๆ ยากเหลือเกินที่จะให้ยอมรับว่า การทำบุญเพียงแค่นั้น จะส่งผลไปไกลขนาดนั้น

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งตามหลัก“ปฏิจจสมุปบาท”ที่ว่า

“เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี”(อิมัสมิง สะติ อิทัง โหติ) ก็พอจะได้คำตอบว่า

“เป็นไปได้ที่บุญครั้งนี้ เป็นตัวเชื่อมโยงหรือเปิดทางให้บุญเก่าที่ทำไว้ในชาติก่อนๆให้ผล”

๐๐ ว่ากันตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาแล้ว ตำแหน่งพระราชินีที่ทรงได้มานี้

น่าจะไม่ใช่ผลบุญแค่ถวายขนมแด่พระพุทธเจ้าในชาตินี้เท่านั้น

พระนางน่าจะได้สร้างบุญเพื่อการได้ยศศักดิ์อย่างนี้มาแต่อดีตชาติแล้วหลายต่อหลายชาติ

แม้ว่าในการมาเกิดในชาตินี้ กรรมใกล้ตายจากชาติที่แล้วส่งผลให้มาเกิดในครอบครัวระดับล่าง

แต่ว่า“บุญเก่า”สำคัญ ๆที่ทำไว้พร้อมแล้ว ก็ได้แรงกระตุ้นจาก“บุญใหม่”ที่ถวายขนมเป็นภัตตาหารแด่พระผู้รับองค์สำคัญคือพระพุทธเจ้า

ก็ได้โอกาสพร้อมกันหลั่งไหลให้ผลแบบพลิกชีวิตอย่างคาดไม่ถึง!

นอกจากได้ทรงทำบุญสำคัญ ๆ มาแล้ว พระนางอาจจะได้เคยเกิดเป็นหญิงสูงศักดิ์มาแล้วหลายต่อหลายชาติ

และอาจได้เคยใช้ชีวิตร่วมกับ“พระเจ้าปเสนทิโกศล”และทำให้พระองค์ประทับพระราชหฤทัยมาแล้วหลายต่อหลายชาติเช่นกัน

ความประทับใจในอดีตชาติยังฝังใจ มิฉะนั้นแล้ว พระองค์คงไม่เกิด“รักแรกพบ”ในพระนางอย่างแน่นอน ทั้งๆที่พระนางอยู่ในเรือนร่างที่ซอมซ่อ

เมื่อว่าตามหลักอภิธรรมแล้ว

รักแรกพบนี้ถือเป็น“รักแบบอะสังขาริก” คือ รักที่ไม่ต้องมีใครหรืออะไรมาชักจูงให้ต้องคิดนาน

นอกจากบุญที่ทั้งสองได้เคยสร้างร่วมกันมาชักนำมาพบปะพูดคุยเลยถูกใจ อย่างที่เรียกกันว่า“บุพเพสันนิวาส”(การได้อยู่ด้วยกันมาแต่ชาติปางก่อน)

เพื่อสนับสนุนคำอธิบายเมื่อสักครู่ ผมอยากให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า

…ความคุ้นเคยมาแต่อดีตชาตินี้เอง ที่ทำให้พระนางปรับตัวได้ไว และได้ดี กับสถานะใหม่

ไม่อย่างนั้นแล้ว คงจะเก้ๆกังๆอยู่นาน ยิ่งหากพูดถึงชาติปัจจุบันด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีเหตุปัจจัยให้พระนางได้เรียนรู้ และปรับตัวได้ไวขนาดนั้นแน่

เนื่องจากประสบการณ์รอบตัวมีแต่เข้าสวนหาเก็บดอกไม้ ไม่เคยได้คุ้นเคยกับชาววังแม้แต่น้อย

๐๐ดูเอาเถอะ !

“ฤทธิ์ของบุญ”แม้ทำครั้งเดียว แต่เป็นบุญสำคัญก็อาจไปเชื่อมโยงกับ“บุญเก่า”ได้แล้ว แผลงฤทธิ์ให้ผลออกมาอย่างน่าอัศจรรย์!

ทรงพระเจริญ

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา

พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

………………………………………………….

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า เปลว สีเงิน

-เปลว สีเงิน

๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

Written By
More from plew
โลกอิจฉาแต่คนไทยชัง-เปลว สีเงิน
เปลว สีเงิน ชัชชาติแลนด์สไลด์ แต่ไหง “ทักษิณ” กลับคึกเหมือนโด๊ปยาบ้าเกินขนาดอย่างนั้นก็ไม่รู้แฮะ? ขยันออกคลับเฮาส์ “เขย่าโซ่” ทุกวันซะจริงๆ! ทำเอา “ชลน่าน” เมื่อนายว่า...
Read More
0 replies on “บุญนำพาสู่พระราชินี”