เดิมพัน “นายกฯสมัย ๓” #เปลวสีเงิน

 เปลว สีเงิน

“อีสานใต้” กับ “๓ จว.ใต้” เป็นปัญหา “กวนใจ” ไม่ต่างกัน

“อีสานใต้”…….

“ไอ้เขมรถ่อย” มันเข้ามาตอดเล็ก-ตอดน้อย คอยจับชาวบ้านที่หาของป่าไปขัง หวังเล่น “เกมต่อรอง” กับฝ่ายไทย

“๓ จว.ใต้” นราธิวาส-ยะลา-ปัตตานี โจรแบ่งแยกดินแดน ก่อวินาศกรรม ลอบฝังระเบิด ฆ่าชาวบ้าน-ทหาร เป็นการอวดศักดา แทบไม่เว้นแต่ละวัน

ทาง “อีสานใต้” ทหารเขมรแค่กวนตีน

ไม่น่าห่วงเท่าทาง “๓ จังหวัดใต้” เพราะมันซับซ้อน “ซ่อนเดิมพัน” ยิ่งสาง-ยิ่งพัลวัน

มีทั้ง “อำนาจ-การเมือง-การทหาร-การโจร-การต่างประเทศ-การค้าของเถื่อน และยาเสพติด” ผสมปนเปเข้าด้วยกัน ภายใต้คำว่า “โจรแบ่งแยกดินแดน”!

๒๒ ปี กับงบประมาณกว่า ๕ แสนล้านบาท ที่ละลายหายไปกับคำว่า “แก้ปัญหาความไม่สงบ ๓ จังหวัดใต้”

ถึงวันนี้ พิสูจน์ลงตัวชัดแล้วว่า….

๕ แสนกว่าล้านบาทนั้น มันไม่ได้ใช้แก้ปัญหาความไม่สงบ

หากแต่มันเป็นเงิน “ซื้อน้ำมันเติมตะเกียง” ใน “ศาลเจ้าโจร” ให้ไฟใต้มันลุกโชน ชนิดโชติช่วงชัชวาล “ไม่มีวันดับ”

เพราะ “ถ้าดับ”

เท่ากับ “อดแดก” ไปด้วยกัน “ทั้งโจรและคนปราบโจร”!

นี่คือความจริง ที่ “ภาครัฐและภาคโจร” ไม่กล้าปฎิเสธและไม่กล้าบอกว่าไม่จริง

การ “แบ่งแยกดินแดน” ทุกวันนี้ มันกลายเป็น “อาชีพ” ของคนกลุ่มหนึ่ง หากินในทาง “ลวงโลก-ลวงสังคม” ไม่ต่างแก๊งสแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์

มันก็คือ “โจร” ประเภทหนึ่งดีๆ นี่เอง ไม่เพียงฆ่า-ข่มขู่ชาวบ้าน แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นโจรมีอุดมการณ์

ก็ยกระดับตัวเอง ลอบก่อวินาศกรรม ลอบดักฆ่าทหาร-ตำรวจ ให้เกิดภาพ นี่คือ “ศักดานุภาพ” ขบวนการแบ่งแยก ๓ จังหวัดใต้

บึ้มเสร็จ ลอยชายไปฝั่งมาเลย์!

เมื่อวาน (๑๒ พ.ค.๖๙) “พลโท นรธิป โพยนอก” แม่ทัพภาคที่ ๔ เป็นประธานพิธีรดน้ำศพ “ส.อ. อดิศร คำบุญช่วย”

สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ ๑๑ เสียชีวิตจากเหตุถูก “ลอบกัด” ด้วยการวางระเบิดในพื้นที่ อ.แว้ง นราธิวาส เมื่อ ๑๑ พ.ค.

ส.อ.อดิศร จากขอนแก่น “แดนอีสาน” ปณิธานเพื่อแผ่นดินแรงกล้า มารักษาเขตแดนที่ ๓ จังหวัดใต้

ก็ถูกขบวนการแยกดินแดน ขุดถนนฝังระเบิด พอรถผ่านมันก็กดบึ้ม!

ขอให้การสูญเสีย “สิบเอกอดิศร” เป็นบทสะท้อนให้รัฐบาล และกองทัพ “ลบชุดความคิดเดิม” ที่ใช้แก้ปัญหาใต้ ทิ้งไปให้หมด

แล้วนำเวลา ๒๒ ปี ที่สูญเปล่าไป ๕ แสนกว่าล้านบาท ทหารประชาชน ตายไปกว่ากว่า ๖,๐๐๐ ศพ มาตั้งเป็นโจทย์

ก็จะเห็นชัดว่า….

รัฐบาล-กองทัพ “แก้โจทย์ผิด” มาตลอด!

ถ้าไม่ผิด ตอนนี้ ๓ จังหวัดใต้ จะต้องเป็นหัวเมือง “ศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมและการค้าไทยอิสลาม” ที่ใหญ่แห่งหนึ่งของโลกไปแล้ว

เป็นเมืองต้นแบบ “คนต่างศาสนา” แต่ไม่ต่างใจ อยู่ร่วมกัน

รัก-สามัคคีกัน วัฒนธรรมประเพณีไหนร่วมกันได้….ก็ร่วมกัน

ที่ร่วมไม่ได้ ก็แยกไปเฉพาะกิจ

แต่เคารพกัน ให้เกียรติกัน ช่วยเหลือเจือจานกัน มีน้ำใจต่อกัน ไม่มีขบวนการคอยปลุกปั่น ชักใย ให้เกลียดกัน ลอบฆ่า ลอบก่อวินาศกรรม หวังแบ่งแยกดินแดนกัน ดังเป็นอยู่ขณะนี้

ทุกวันนี้ เหมือนก้มปัสสาวะแล้วเอากระดุมเสื้อไปกลัดเข้ารังดุมกางเกง จนเดินหลังโก่ง การแก้ปัญหาใต้ มันก็แก้แบบโก่งๆ มาตลอด ๒๐ กว่าปี

ถ้าไม่เริ่ม “กลัดกระดุมใหม่” ให้ถูกที่-ตรงทาง มันก็จะฉิบหายงบประมาณไปเลี้ยงโจร-เลี้ยงเจ้าหน้าที่ไปแต่ละปี โดยไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่เลวลง

นายกฯ อนุทิน ท่านก็ประกาศจะจัดระเบียบ ล้างเหลือบ-ล้างโจรให้แผ่นดิน ผมว่า “เวลามาถึงแล้ว”

เพราะผมสังเกต “แม่ทัพภาค ที่ ๔” ท่านนี้ “พลโท นรธิป โพยนอก”

ท่านไม่กลัวโจร

แต่ท่านกลัว “คนดีที่เป็นโจร” ในคราบบุคคลและสถานะต่างๆ ทั้งทางศาสนาและทางสังคมการบ้าน-การเมือง!

ผมว่านะ ๒๐ กว่าปีมานี้…..

ฝ่ายปราบโจร และโจร “รู้ตัว-รู้หน้า” กันหมดแล้ว ว่าใคร-เป็นใคร บ้านอยู่ไหน พ่อแม่-ลูกเมีย มันเป็นใคร

บึ้มแล้วหลบเข้าบ้านไหน ข้ามฝั่งไปอยู่มาเลย์กับใคร-ที่ไหน?

เผลอๆ อาจมีบางเจ้าหน้าที่-บางโจร….

เคยนั่งโต๊ะ โจ้ข้าว-โจ้เหล้า หรือ “ค้าขายใต้ดิน” ด้วยกันด้วยซ้ำ!

เราเล่นละคร “ต้มประชาชน” มานานพอแล้ว

มันต้องรื้อ “โครงสร้าง-นั่งร้าน” กันใหม่ซะที ไม่ต้องไปคุยสันติพ่ง-สันติภาพ กับหัวหน้าขบวนการที่มาเลย์นั่นหรอก

คุยกับลูกพี่ “หัวหน้า” ขบวนการโดยตรงให้มันสะเด็ดน้ำกันไปเลย ว่าจริงใจกันแค่ไหน?

สมัย “โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา” ยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ก็เหมือนโจรแบ่งแยก ๓ จังหวัดใต้นี่แหละ

แต่กลับกัน คือ โจรจีนมลายา อยู่ชายแดนฝั่งไทย เข้าไปก่อการในมาเลย์ ทางมาเลย์ก็ปราบไม่ได้ ต้องมาขอความช่วยเหลือให้รัฐบาลไทยช่วยปราบ

ไทยก็ปราบให้เรียบร้อย ไม่มีเข้าไปก่อการในมาลย์อีกเลย!

มาสมัยนี้ ขบวนการแบ่งแยก ๓ จังหวัดใต้ ขบวนการมันอยู่ในมาเลย์ฯ ทั้งบัญชาทั้งส่งสมุนเข้ามาก่อกวนใน ๓ จังหวัดใต้

ทำไม..ไทยเราไม่ไปคุยกับ นายกฯ มาเลย์ฯ โดยตรงบ้างล่ะ

“สมัยโจรจีน ไทยช่วยปราบให้มาเลย์

วันนี้ ไทยขอให้มาเลย์ช่วยปราบโจรแบ่งแยกดินแดนให้ไทยบ้างจะได้ไหม?”

ดูซิ.. “นายกฯ อันวา” จะว่าไง?

ถ้าเห็นแก่มิตรภาพ “ต่างตอบแทน” มาเลย์สั่งคำเดียว…ก็จบเหมือนตอน “จอมพลถนอม” สั่งโจรจีนให้หยุด ถ้าไม่หยุดจะปราบให้ราบคาบนั่นแหละ!

พูดอ้อมค้อมไปทำไมมี ก็ใครเป็นตัวการใญ่ ใคร่สั่งให้สมุนมาบึ้มในไทย มีหรือที่ “นายกฯ อันวา” จะไม่รู้

ดังนั้น นายกฯ กับนายกฯ “จับเข่าคุยกัน” ตรงๆ ไปเลย ถ้าไม่ได้ ก็ไม่ว่าอะไร ทางกองทัพจะได้ปรับบทบาทใหม่

เลิกเล่นหนังสติ๊กกับโจรใต้….

หันมาเล่นของหนักให้มันรู้จักฤทธิ์ซะบ้างว่า “กองทัพไทย” ไม่ใช่ “คู่ค้าเลี้ยงไข้” อย่างที่เข้าใจผิดๆ กันมา ๒๐-๓๐ ปีนะโว้ย!

แต่ทหาร ไม่ใช่ “ฝ่ายปกครอง”

เราปฎิบัติกันจนประชาชนเข้าใจผิดไปหมด การปราบปรามเป็นเรื่องของตำรวจ การป้องกันรักษาประเทศ เป็นหน้าที่ทหาร

การดูแลประชาชนในแต่ละพื้นที่ ว่าใคร-เป็นใคร นั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของ “ฝ่ายปกครอง”

แล้วใครล่ะ…ฝ่ายปกครองที่ทำหน้าที่นี้?

ก็คือ “นายอำเภอ” แต่ละอำเภอ รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภายใต้สังกัด “กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย” นั้นไง!

ทุกวันนี้ ปัญหา ๓ จังหวัดใต้ ผมสังเกตว่า การบริหาร จะมองข้าม นายอำเภอ และกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ไปซะหมด

ทั้งที่จริงๆ แล้ว ในพื้นที่นั้นๆ…

คนรู้ดีที่สุดว่า ใครเป็นโจร บ้านอยู่ไหน ก็คือนายอำเภอ และกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เพราะพวกนั้น มันเป็นลูกบ้าน เห็นมาแต่เกิดแทบทั้งนั้น

“นายกฯ อนุทิน” ในฐานะ “รัฐมนตรีมหาดไทย” มีมาเฟียประจำพื้นที่ กลับไม่ใช่ให้เกิดประโยชน์

มองข้ามไปที่ทหาร ที่ผู้ว่าฯ ที่ตำรวจหมด แท้ที่จริง “ต้นทาง” อยู่ที่นายอำเภอ กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

บึ้มที่ไหน อยากรู้ว่าใครเป็นตัวการ อยู่ที่ไหน ควรตามไปทางไหน นายอำเภอและกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน นั่นแหละ ตอบได้หมด!

มหาดไทย มีรัฐมนตรีช่วยตั้ง ๓ คน

ท่าน นายกฯ มอบหมายซักคน ให้มาเป็น “มหาดไทยส่วนหน้า” มาอยู่ที่ ๓ จังหวัดใต้

ทำหน้าที่เป็น “ตาเรดาห์” ของฝ่ายกรมการปกครอง คอยเชื่อมการทำงานในพื้นที่กับนายอำเภอ กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน แต่ละอำเภอโดยเฉพาะ

ผมว่าจะช่วยเสริมศักยภาพงานในฝ่ายทหารและตำรวจได้มากทีเดียว ที่สำคัญ ทุกวันนี้ “นายอำเภอ” จะถูกมองข้าม

ถ้าเห็นความสำคัญในหน้าที่ฝ่ายปกครองในตัวเขา

นายอำเภอที่เคยซังกะตาย จะตื่นตัว-กระฉับกระเฉง เป็นเรดาห์ในพื้นสแกนได้หมดยามต้องการ

ยิ่งมีรัฐมนตรีช่วยซักคนลงไปดู จะดึงใจชาวบ้านแต่ละพื้นที่มาอยู่ที่รัฐได้มากขึ้น

ไม่ต้องมาก ฝ่ายปกครองจะรู้ ….

วิถีคนไทยมสุลิมพื้นบ้าน จะหยุด “วันศุกร์-วันเสาร์” การจะได้ใจเขาโดยไม่เสียหายอะไรเลย ก็ให้เขาหยุด “ศุกร์-เสาร์”

เหมือนคนไทยพุทธ ก่อนๆ ก็หยุด “วันพระ-วันโกน” ต่อมาถูกวัฒนธรรมสากลดูด เลยหยุด “เสาร์-อาทิตย์” ตามเขา

แต่บางพื้นที่ในต่างจังหวัด ยังหยุด “วันพระ” แทน “วันอาทิตย์” ก็พอมีบ้าง

“นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย เป็นคนสตูล น่าจะให้มาเป็น “มหาดไทยส่วนหน้า” ไปๆ มาๆ ที่ ๓ จังหวัดใต้ ดีกว่าแช่อยู่ที่กระทรวง

ส่วนแม่ทัพภาค ที่ ๔ “พลโท นรธิป โพยนอก” ผมดูแล้ว ท่านได้มาแบบ “ลมเพ-ลมพัด” การข้ามภาค จากอีสานมาใต้ แสดงว่า

มา “พร้อมแผนปฎิบัติการ”….

“ล้างระบบเลี้ยงปัญหาเผาผลาญงบประมาณไปปีๆ โดย ๓ จังหวัดใต้ ไม่มีอะไรดีขึ้น”!

ท่านเป็นคน “คิดตรง-พูดตรง-ทำตรง” จะขวางทาง-ขวางหูใครบ้างนั้น…ท่านไม่สน

ประเมินว่า เมื่อท่านจัดทัพเข้าที่-เข้าทาง ไอ้ที่ใครจะรวมหัวมาขีดเส้นตายให้ท่านออกจากพื้นที่ไป

หรือหัวหน้าใหญ่ที่มาเลย์ จะส่งสมุนเข้ามาปฎิบัติการลองของ หรือลูกสมุนในสภา จะผสมโรงทางการเมือง

ก็อย่าหวังว่า “แม่ทัพภาค” ท่านนี้ จะขี้ขึ้นสมอง!

นับจากนี้ไป คงมีอะไรดีๆ ได้เห็นในปฎิบัติการ “ดับไฟใต้” จากนายกฯ อนุทินและกองทัพ

เพราะนี่ถือเป็น “เดิมพัน” ศรัทธา-เชื่อมั่นทางการมือง

ถ้าดับไฟใต้ไม่ได้

ดับอหังการเขมรไม่ได้

“นายกฯ อนุทิน” สมัย ๓ ก็คงมีไม่ได้ด้วย!

เปลว สีเงิน

๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙

Line Open Chat *เพิ่มช่องทางการรับข่าวสาร จากเว็บไซต์ *อ่านคอลัมน์ เปลว สีเงิน ก่อนใคร *ส่งตรงถึงมือทุกคืน *เปิดกว้างเพื่อแฟนคอลัมน์พูดคุยแบบกันเอง ทุกเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ฯลฯ
Written By
More from plew
ภาษาสูงของ “ปิยบุตร” – เปลว สีเงิน
เปลว สีเงิน เมื่อวานคุยไปนิด….. เรื่องเด็กสาวสามนิ้ว ๒ คน เข้าไปอยู่ในเรือนจำด้วยข้อหาเกี่ยวกับสถาบัน ศาลให้ประกันตัว แต่เจ้าตัวไม่ต้องการให้มีประกัน ต้องการอยู่ในเรือนจำ
Read More
0 replies on “เดิมพัน “นายกฯสมัย ๓” #เปลวสีเงิน”